DSM [22] DSM บุญ หรือบาป
- คำกล่าว "คนจนเล่นหวย คนรวยเล่นหุ้น" >> บุคคลภายนอกมองตลาดหุ้นเป็น บ่อนการพนัน
- การเล่นหุ้นมีทั้งคนได้เงิน และคนเสียเงิน
- คนได้เงินก็อยากได้เพิ่ม ,คนเสียเงินอยากได้คืน
- เป็นเรื่องธรรมดา เพราะในตลาดมีทั้ง นักเก็งกำไร และนักพนันจำนวนมาก
- การพนันไม่เคยทำให่ใครได้ดี
- การพนันเป็นกลอุบายนำไปสู่ความยากจนแท้จริง
- เมื่อชนะก็ดีใจ ใช้เงินอย่างไรคุณค่า
- เมื่อแพ้ ก็หม่นหมอง จิตใจห่ดหหู่ >> อยากเอาชนะ
- ยิ่งตั้งใจเอาชนะ >> ยิ่งติด >> ลงลึกจนยากจะถอนตัว
ถ้าเปลี่ยนการลงทุนหุ้นด้วยวิธี DSM เพื่อสร้างรายได้จากทรัพย์สิน รับกระแสเงินสดแฝง
และเงินปันผล >> วิธีนี้ไม่เป็นบาป >> ให้วิเคราะห์ว่าได้บาป หรือบุญดังนี้
- ตอนขายเราขายหุ้นที่ราคา Bid ทันทีโดยเฉพาะหุ้นกองหลังจะขายที่จุด Low ของวันของรอบ
-- แสดงว่า คนซื้อหุ้นได้รับหุ้น ที่ถูกกว่านักเก็งกำไนคนอื่น
-- ขายหุ้นให้คน ซื้อในราคาที่เต็มใจ
-- ทำให้ผู้อื่น ได้รับความสุข (ได้หุ้นในราคาถูก)
- ตอนซื้อหุ้น ซื้อที่ราคา Offer ทันที และซื้อที่จุด High สุดของวันของรอบ
-- แสดงว่า คนขายหุ้น ได้ขายหุ้นที่ราคาสูง
-- ทำให้ผู้อื่น ได้รับความสุข (ได้หุ้นในราคาแพง)
- จากการวิเคราะห์ จะได้บุญ ทั้งตอนขาย และตอนซื้อ
- ทำให้ผู้อื่นได้รับในสิ่งที่ต้องการ (ซื้อถูก ขายแพง)
- เลยส่งผลให้ผู้ลงทุนในวิธี DSM มีความสุข
- ควรเผยแพร่วิธีการลงทุน DSM ไปเรื่อยๆ >> เพื่อคนที่ลงทุนได้รับ ผลบุญนี้
- เคล็ดลับที่ไม่ลับ คือ ขายที่จุด Low ซื้อจุด High
- ขายจุด Low แต่เป็น ราคาที่สูงกว่า จุดซื้อในอนาคต
- ซื้อจุด High เป็นราคาที่เคยขายมาก่อน
DSM [23] 10 คำถามที่ดีย่อมได้คำตอบที่ดี
- ทำอย่างไรถึงซื้อหุ้นคืนได้ทั้งหมด
-- มิติเวลาเป็น Infinity >> ไม่ต้องกลัวซื้อคืนไม่ได้
-- สามารถซื้อคืนได้เสมอ เพียงแต่รอราคาต่ำกว่าที่ขาย
-- ถ้าราคาไม่ขึ้นไม่ลง ก็รอแตกพาร์ >> ค่อยซื้อ
-- ซื้อต่ำกว่าที่ขายถือว่าใช้ได้
- เมื่อซื้อคืนได้หมดแล้ว และเปลี่ยนเป็นขาขึ้น จะทำอย่างไรกับหุ้นในมือ ?
-- เอากระแสเงินสดแฝง เข้าซื้อหุ้นเพิ่ม (หุ้นขึ้นได้หุ้น หุ้นลงได้เงิน)
-- ปล่อยเล่นเป็นกองกลาง
-- กองหน้าเล่นขาขึ้นตามลำดับ
-- การขึ้นของหุ้น จะมีหุ้นตก "เรียกขาลงในขาขึ้น"
-- มีจังหวะทำเงินตลอดเวลา >> อยู่ที่เกรฑ์ที่ตั้งไว้
- การวัดผลการดำเนินงาน (พอร์ตหุ้น) ใช้อะไรเป็นตัววัดบ้าง
-- ค้นหาคำตอบใน DSM [27] - หลักการ และตัวชี้วัดทั้ง 8 ตัว
- หน้าที่ของหุ้นในพอร์ต คืออะไร ?
-- สร้างรายได้กระแสเงินสดแฝง ,เพิ่มมูลค่าเรื่อยๆ เหมือนการออกลูกออกหลาน
- หน้าทีของกองหลัง คืออะไร ?
-- ทำให้รู้ถึงจุดต่ำสุด
-- อย่ามองว่าเป็นหุ้นที่ปล่อยคุมพื้นที่
-- มองเป็น เงินทุนสำรองสำหรับ ขยายงานในภาวะฉุกเฉิน
-- เป็นแหล่งเงินสำรองสำหรับรองรับความผิดพลาด
- หน้าที่ของกองกลาง คืออะไร
-- ใช้ตอนตลาด Sideway (ตลาดเลือกทาง)
-- ไม่ทำให้เราเสียหุ้นในมือเร็วมากเกินไป
- หน้าที่ของกองหน้า คืออะไร ?
-- ใช้ตอนตลาดขาขึ้น (บุกตะลุยขายในราคาสูง)
-- กำหนดราคาสูงกว่า กองหลังตัวบน 15 ช่อง
- หน้าที่ของกระแสเงินสดแฝงคืออะไร
-- เพิ่มหุ้น ลดทุน สร้างรายได้ เป็นเงินสำรอง
- หน้าที่ของเงินสำรองหนี้ 25% คืออะไร
-- ค้นหาคำตอบใน DSM [25] - กระแสเงินสดแฝง คืออะไร แบ่งรายได้อย่างไร
- หน้าที่ของเงินลงทุนเพิ่ม (75% ของกระแสเงินสดแฝง) ใช้งานอย่างไร
-- ใช้เพิ่มการลงทุน
-- ซื้อหุ้นที่เหลือน้อย หรือขยายการลงทุน
-- ซื้อหุ้นที่อยากได้เพิ่ม
-- 75% มาจากการรวม 2 ส่วน (เงินลงทุนเพิ่ม50% +ค่าใช้จ่ายบริหารงาน25%)
DSM [24] DSM รับประกันเงินต้นคืน 100%
- ทำไมการลงทุนในหุ้นถึงไม่มีใครรับประกันเงินต้น >> ทั้งที่โบรคเกอร์ชื่อดังวิเคราะห์
- ทั้งที่ในโลกนี้มีการประกันมาก ประกันชีวิต ,ประกันอัคคีภัย ,รับประกันรสชาติ
- เมื่อราคาไม่เป็นไปดังที่ โบรคเกอร์คาดหวังไว้ รับประกันเงินต้น
- แล้วจำทำอย่างไร ?
- เราเป็นนักลงทุน ทำไมไม่รับประกันเงินต้นเสียเอง
- นักลงทุนที่ฉลาดจะรับประกันเงินต้นตัวเอง
- นักลงทุนที่ไม่สามารถรับประกันเงินตนเองได้ เรียกว่า นักพนัน
- ในโลกการลงทุนมีนักพนันหลายคน เรียกตัวเองว่านักลงทุน
- การเป็นนักลงทุนทำอย่างไร ? เป็นนักลงทุนที่ชาญฉลาดทำอย่างไร ?
- การลงทุนหุ้นวิธี DSM ที่ประกันเงินต้น ให้นักลงทุนเอง (รับประกันถึง 100%)
- แม้ราคาจะไม่สูงเหมือนตอนซื้อตอนแรกก็ตาม
- การลงทุนหุ้นวิธี DSM เป็นการสร้างรายได้ ก่อกระแสเงินสดแฝง จากการเคลื่อนไหวราคาหุ้น
- แบ่งสัดส่วนเงิน 25% เงินสำรองหนี้ >> ดึงเงินต้นออกจากเงินต้นทุน >> เมื่อครบตามจำนวนเงินต้นที่ลง
>> อย่างนี้เรียกว่า การรับประกันคืนเงินต้น 100%
- การลงทุนหุ้นวิธี DSM เป็นการประกันเงินต้นคืน 100%
- ได้ทรัพย์สินเพิ่มจำนวนมาก
- การลงทุนหุ้นวิธี DSM ดึงเงิน 25% เป็นเงินสำรองหนี้ออกจากระแสเงินสดแฝง
- เมื่อดึงเงินครบ 100% เป็นวิธีรับประกันเงินต้น
- วันนั้นเป็นวันที่ มีเงินพอร์ต 4 เท่า
- 3 เท่าจากกระแสเงินสดแฝง 1 เท่าจากจำนวนเงินเริ่มต้น
DSM [25] กระแสเงินสดแฝงคืออะไร แบ่งรายได้อย่างไร ?
- กระแสเงินสดแฝง (Phantom cash flow) คือการลดค่าของทรัพย์สิน(หุ้น) ที่ถือครอง
- ได้กระแสเงินสดออกมาจากทรัพย์สิน โดยที่ยังถือทรัพย์สินนั้นอยู่
- "กำไรเมื่อซื้อ ไม่ใช้กำไรเมื่อขาย"
- การรอให้ราคาหุ้นสูงขึ้น ถือว่าช้า และเสี่ยงมาก
- เปรียบเทียบ มีอสังหาริมทรัพย์ให้เช่า
- เก็บค่าเช่าทุกเดือน(กระแสงเงินสดแฝง)
- เราเป็นเจ้าของอสังหริมทรัพย์ (หุ้น)
- ถ้าเราอยากสร้างกระแสเงินสดจากธุรกิจต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เราทำอย่างไรดี ?
หลังจากได้กระแสเงินสดแฝง เอาไปทำอะไรดี แบ่งอย่างไรดี
แบ่งเป็น % ตามสัดส่วนดังนี้
- 50% นำไปลงทุนหุ้นตัวเดิม หรือหุ้นตัวใหม่ เพื่อเพิ่มกระแสเงินสดแฝง
- 25% นำไปเป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัว
-- ถ้าได้มากพอ หรือมากกว่างานประจำ สามารถออกจากงานประจำได้
- 25% นำไปเป็นเงินสำรองหนี้ (สำคัญมาก)
-- สามารถสร้างประโยชน์ได้อย่างมหาศาล แบ่งตามความสำคัญดังนี้
--- ดึงเงินต้นออกจากพอร์ต ถ้าได้ทั้งหมดพอร์ตเป็นของฟรี
--- นำไปลงทุนอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ -คอนโดให้เช่า ,บ้านให้เช่า
--- นำไปลงทุนสร้างธุรกิจ -สร้างกระแสเงินสดต่อเนื่อง
--- นำไปลงทุนในตราสารหนี้ -ตั๋วคงคลัง ,หุ้นกู้
--- นำไปลงทุนตราสารทุน ในหุ้นที่มีปันผลดี แต่ขาดสภาพคล่อง
--- นำไปลงทุนกองทุนรวมต่างๆ -RMF ,LTF ซึ่งสามารถลดหย่อนภาษีได้
--- นำไปลงทุนประกันชีวิต -เน้นที่ออมทรัพย์
--- นำไปลงทุนสลากออมสิน -ซื้ออย่างน้อย 10,000 เลข
--- นำไปลงทุนฝากแบงก์ประจำ
--- นำไปลงทุนทรัพย์สินมีค่าต่างๆ -ทองคำ ,อัญมณี
--- นำไปลงทุน สร้างบุญไว้ชาตินี้ และชาติหน้า -บริจาก ,สร้างโรงเรียน
อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ กล่าวว่า"คนที่ประสบความสำเร็จ สู้เป้นคนที่มีคุณค่าไม่ได้"
- นักลงทุนมืออาชีพต้องรู้ 3 สิ่ง
-- เมื่อใดที่จะเข้าตลาด
-- เมื่อใดที่จะออกจากตลาด
-- จะเอาเงินของเขาออกจากตลาดได้อย่างไร ?
- นักลงทุนมืออาชีพต้องเล่นด้วยเงินของคนอื่น
- เปรียบเทียบกับเกมส์ที่ต้อง เอาเงินออกจากตลาด และคงอยู่ในตลาดหุ้นด้วยเงินของคนอื่น
-- ในวิธีการลงทุน DSM นั้นคือ กระแสเงินสดแฝง
-- 25% ของเงินสำรองหนี้ เป็นทางออกของการนำเงินออกจากตลาดหุ้น โดยอาศักการหมุนเวียนของเงิน
-- ยิ่งมีเงินของเราอยู่ในการลงทุนมากเท่าไหร่ ผลตอบแทนการลงทุนยิ่งต่ำลงเท่านั้น
-- ยิ่งมีเงินของเราอยู่ในการลงทุนน้อยเท่าไหร่ ผลตอบแทนก็จะสูงตามไปด้วย
-- DSMers ต้องเอาเงินของตนออกจากตลาดให้เร็ว และลงทุนหุ้นด้วยเงินของคนอื่น
DSM : Densri Method : EP7
DSM [19] เปรียบเทียบ VI กับ DSM แบบลึกซึ้ง
เปรียบเทียบ VI กับ DSM เจาะลึกแบบถึงลูกถึงหุ้น
- การมอง และการคิด
VI - ข่าวดีปล่อย ข่าวร้ายซื้อ >> เข้าใจว่าหุ้นตกชั่วขณะ >> เชื่อว่าบริษัทมีกำไรยั่งยืน
-- เราได้ของดีราคาถูก ไม่ยอมให้อารมณ์ชักนำ
DSM - มองหุ้นที่ถือครอบครองเสมือนเป็นทรัพย์สิน >> ต้องสร้างรายได้จากทรัพย์สิน
-- ได้รับกระแสเงินสดแฝง เปรียบเสมือนเก็บค่าเช้าจากทรัพย์สิน
-- เริ่มจากเข้าใจการลงทุน >> ความคิดการลงทุนเปลี่ยน >> ได้รับผลตอบแทนอย่างคุ้มค่า
-- หุ้นตกยิ้มได้ หุ้นขึ้นก็ยังยิ้มได้
- ขาขึ้น
VI - ปล่อยให้พอร์ตโตระยะยาว
DSM - ปล่อยให้พอร์ตโตตามกระแสเงินที่วางไว้ (ได้รับกระแสเงินสดมาก >> มีความสุขมาก)
- ขาลง
VI - เก็บให้เยอะที่สุด โดยเฉพาะตอนราคาตก (เก็บสะสม แต่เพิ่มเงิน)
DSM - ขาย Short ทีละ Step จับคู่ซื้อคืน
-- ซื้อราคาถูกกว่าที่ขาย เท่ากับได้กระแสเงินสดแฝง (Phantom Cash Flow)
-- นำเงินกลับมาซื้อสะสมหุ้นเพิ่ม
-- พอร์ตโตขึ้นเรื่อยๆ
- การวิเคราะห์ปัจจัยทางพื้นฐาน
VI - หุ้นเด่น >> เลือกจากพื้นฐานที่แข็งแกร่ง (P/E ,P/B ,หนี้น้อย ,เงินสดมาก) เติบโตระยะยาว
- หุ้นที่ดูด้อย >> หุ้นที่มีปัญหาปัจจุบัน แต่ยังมีสินทรัพย์ และเงินสดเหลือ
(อาจได้หุ้นราคาถูก และคนอื่นมองข้าม)
- เลี่ยงหุ้นที่ร้อนแรง และสินค้าที่แข่งราคา
DSM - แม้ปัจจัยพื้นฐาน ไม่ใช้หัวใจหลักของกระแสเงินสดแฝง >> แต่ต้องเลือกหุ้นที่แข็งแกร่ง >>
เติบโตระยะยาว (Set50 ,Set100) >> หุ้นตกสุดท้ายดีดกลับมา
- ถ้าต้องการถือหุ้นที่ถือยาว โดยไม่ขายทิ้ง พิจารณาหุ้นที่เด่น และแกร่งในวงการ
- ระวังหุ้นพื้นฐานดีแต่นิ่ง เนื่องจากทำกระแสเงินสดแฝงได้ช้า
- การวิเคราะห์งบการเงินไม่ใช้เรื่องที่ดี (งบการเงินตกแต่งหลอกได้)
- การวิเคราะห์ทางเทคนิค
VI - ไม่จำเป็น >> หาความรู้เกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการอยู่รอดของกิจการ
DSM - ไม่จำเป็น >> เป็นการเสียเวลา (เอาอดีตมาดูอนาคต) รายใหญ่สร้างกราฟได้
- จุดเด่นของแต่ละวิธี
VI - ซื้อหุ้น เพื่อหวังครอบคลองกิจการ ดูคู่แข่ง เปรียบเหมือนหา ห่านทองคำ เพื่อเลี้ยง และเก็บไข่ขาย
DSM - มีหุ้นมากตัวได้ แต่การสวิงของหุ้นต้องสูง เพราะจะได้กระแสเงินสดจากราคาหุ้นตก
-- ต้องมีการสะสมหุ้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจากกระแสเงินสดแฝงที่ได้
-- สุดท้ายคืออิสรภาพทางการเงิน
- กระแสตลาด และความเป็นไปของสังคม กับการตัดสินใจลงทุนซื้อขาย
VI - อย่าตื่นข่าวลือ ,ระวังหุ้นร้อนแรงเพราะปั่น
- คอยเก็บหุ้นที่เราอยากเป็นเจ้าของกิจการ เมื่อราคาตก
- มองหาหุ้นตัวอื่นที่กิจการยังดี ที่คนไม่ค่อยสนใจ
- ระวังเรื่องอัตราดอกเบี้ย ถ้าเพิ่ม มูลค่าธุรกิจจะลดลงเสมอ (หุ้นจะตก)
DSM - ไม่ต้องใช้ความรู้รอบตัวกับเหตุการณ์มาก (อาจทำให้ไขว้เขว)
- ยึดทำตามแผนการสม่ำเสมอ
- การวิเคราะห์การเงิน ,ข่าว ไม่ค่อยมีประโยชน์ (คนวงในปล่อยกันเอง)
- ใช้วินัย >> เก็บกระแสเงินสดแฝง >> ค้นหาอิสรภาพทางการเงิน
- ทำตัวเองให่สุขุม เยือกเย็น โดยเฉพาะตอนหุ้นลง (คนอื่นเกิดความทุกข์)
- นักลงทุนวิธีการนี้มีความแตกต่าง เอกลักษณ์เฉพาะตัว
- การให้เวลา
VI - ไม่ต้องนั่งเฝ้ามากนัก ดูแลและตัดสินในเมื่อตลาดไม่น่าไว้วางใจ
DSM - ต้องรอคอยการตกของหุ้น อย่างสบายใจ จับคู่ "ขายเพื่อซื้อ" หรือ "ขายเพื่อสร้างโอกาสซื้อ"
- ควรปล่อยไห้เป็นไปตามวิถีการดำเนินชีวิต
- การใช้ชีวิต
VI & DSM - เรียบง่าย อยู่แบบสบายๆ ตามพระราชดำรัส อยู่แบบพอเพียง ไม่ยึดติด "รวยเพราะพอเพียง"
- แบ่งรายได้ส่วนเกินไปช่วยเหลือสังคม หรือทำบุญบ้าง
- นำมาหาความสุขไส่ตนบ้าง เพราะเงินเป็นแค่ตัวเลขทางบัญชี
- เราใช้วิธีการลงทุนแบบ DSM กับหุ้น เปรียบเทียบว่า ยังต้องการดูแลกิจการด้วยตนเองอยู่
- เมื่อวันหนึ่งเราได้ไปถึงเป้าหมายที่วางไว้ >> ไม่ต้องคอยดูแลกิจการที่วางไว้
- ณ ตอนนั้นคงถือเป็นนักลงทุนแบบ VI ได้เต็มตัว
DSM [20] เปรียบเทียบการลงทุนทุนของ VI ,DSM กับอสังหาริมทรัพย์
- เปรียบเทียบการลงทุน VI ,DSM กับอสังหาริมทรัพย์
VI - คนที่รู้ว่าทำเลทองอยู่ที่ไหน >> กว้านซื้อในราคาที่ถูก >> แม้มีคนขอซื้อแพงก็ไม่ขาย
- รู้ว่าจับจองทำเลทองไว้อยู่
- เมื่อมีคนรู้มากขึ้น >> คนแห่มาลงทุน >> กำไรไหลมาเทมา
- รายได้ ได้จากค่าเช่า ,ราคาที่ดินก็เพิ่มตามเวลา
DSM - คนที่ประมาณได้ว่าทำเลทองอยู่ที่ไหน >> เลือกที่คนพลุกพล่านหน่อยๆ
- ซื้อคล่อง ขายคล่อง
- แต่จะไม่รู้ว่า ราคาตอนที่ซื้อเหมาะสม หรือยัง
- เอามาแบ่งขายเป็น lot เล็กๆ >> ถ้าตลาดมีความต้องการสูงก็ โก่งราคาหน่อยๆ
- ถ้าปล่อยไปแล้วไม่มีคนเอาก็ ตั้งราคาถูกลงอีก
- ขายไปแล้ว ค่อยๆ ทยอยซื้อคืน >> ซื้อคืนเมื่อราคาตกลงมากว่าราคาขาย
- รายได้จากการปล่อยขาย เราก็เอาไปลงทุนทำเลอื่น หรือเพิ่มที่ทำเลเดิม ตามแผนการลงทุน
VI - ใช้เวลาส่วนใหญ่ในการเฟ้นหาทำเลทอง >> ประเมินมูลค่าทำเล
- เงินสดจะเก็บเอาไว้จนกว่า จะเจอทำเลทอง
DSM - เวลาส่วนใหญ่ จะใช้ในการวางแผนว่า พรุ้งนี้ซื้อขายอะไร ที่ราคาเท่าไหร่
- คนส่วนใหญ่มักคิดว่าเวลาส่วนใหญ่ในการลงทุนแบบ DSM หมดไปกับการเทรด
- จริงแล้วเวลาส่วนใหญ่หมด กับการวางแผนหลังตลาดปิด
- ปกติการลงทุนแบบ DSM ใช้เวลาวางแผนขึ้นอยู่กับ จำนวนหุ้นที่ติดตาม (ทั้งถือและไม่ถือ)
- ส่วนเวลาการเทรดมักใช้เวลาสั้นๆ (ติดตามตลาด)
- คิดเป็นแนวทางลงทุนที่สำเร็จแน่นอน
- แทบปราศจากความเสี่ยง (หมดเนื้อหมดตัว)
- ให้ผลตอบแทนที่พึงพอใจ "ถ้าสามารถรักษาวินัยการลงทุนได้อย่างเคร่งครัด"
- ไม่ใช้อารมณ์ตัดสินใจ เพราะตัดสินใจ ตั้งแต่ตอนวางแผนแล้ว
ถ้าต้องการลงทุนแบบผสมระหว่าง VI และ DSM สามารถทำได้
- VI ซื้อหุ้นมาได้ตอนถูกแล้ว >> ถือรอจนผลตอบแทนสูง (จำนวนหุ้นเท่าเดิม)
- ระหว่างที่รอราคาขึ้น เราก็ลงทุนแบบ DSM ไปด้วย
- เราจะได้หุ้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
- อย่างนี้เรียก ลงทุนแบบ DSM พันธุ์ทาง ไม่ได้เรียก ลงทุนแบบ DSM พันธุ์แท้
DSM [21] เมื่อหุ้นเป็นเทวดาตกสวรรค์ ทำอย่างไร ?
- การเลือกหุ้น ลงทุนแบบ DSM ควรเลือกหุ้นออกมาจาก SET50 ,SET100 เป็นตัว Big CAPS
- ถ้าหุ้นพวกนี้ขึ้น SET ก็ขึ้น ถ้าลง SET ก็ลง
แล้วถ้าเลือกหุ้นผิดจังหวะจะทำอย่างไร ?
Ex หุ้น N-PARK ราคาล่วงจาก 9.60 >> 0.75 ในเวลาปีเศษ
มีหลักยึดง่ายๆ คือ
- กฎการออก
- กฎการควบคุมหุ้น (ตัวปัญหาในมือ)
- กฎการเข้าซื้อหุ้น
- นักลงทุนต้องคิด และวางแผนไว้ล่วงหน้า >> ถ้าหุ้นล้ม เราจะรับความเสี่ยงได้แค่ไหน
*เน้นย้ำนักลงทุนทุกท่านว่า "ให้ซื้อหุ้น ที่เหลือในมือน้อย"
- หุ้นตัวใด ขายแล้วซื้อคืนได้ตลอด หมายความว่าหุ้นตัวนั้นราคาค่อยๆ ลงมาเรื่อยๆ
- หากไม่กำหนดราคาสุดท้ายที่จะออกจากหุ้นตัวนั้น ก็ควรที่จะไม่เพิ่มจำนวนหุ้นนั้น
มีคำกล่าวฝากนักลงทุนทุกท่านว่า
"หุ้นที่ราคาไม่กลับไปสูงเท่าเดิม สร้างผลตอบแทนมากกว่า หุ้นที่ราคาไม่กลับไปต่ำเท่าเดิม"
ถ้าลงทุนกับหุ้นบางตัวที่มีการเคลื่อนไหวมาก >> กิจการไม่ดี โดนขึ้นเครื่องหมาย SP
จะทำอย่าไงดี ? >> ต้องตอบคำถามเหล่านี้ก่อน
- เราต้องการอยู่กับหุ้นตัวนั้นหรือเปล่า ?
-- ถ้าตอบว่า ยังต้องการอยู่กับหุ้นตัวนั้นต่อ >> หลังปลดเครื่องหมาย SP >> ทำตามแผนต่อ
-- ถ้าตอบว่า ไม่ต้องการแล้ว >> ไม่ต้องฝืนใจอย่กับหุ้นตัวนั้น
เปรียบเทียบ VI กับ DSM เจาะลึกแบบถึงลูกถึงหุ้น
- การมอง และการคิด
VI - ข่าวดีปล่อย ข่าวร้ายซื้อ >> เข้าใจว่าหุ้นตกชั่วขณะ >> เชื่อว่าบริษัทมีกำไรยั่งยืน
-- เราได้ของดีราคาถูก ไม่ยอมให้อารมณ์ชักนำ
DSM - มองหุ้นที่ถือครอบครองเสมือนเป็นทรัพย์สิน >> ต้องสร้างรายได้จากทรัพย์สิน
-- ได้รับกระแสเงินสดแฝง เปรียบเสมือนเก็บค่าเช้าจากทรัพย์สิน
-- เริ่มจากเข้าใจการลงทุน >> ความคิดการลงทุนเปลี่ยน >> ได้รับผลตอบแทนอย่างคุ้มค่า
-- หุ้นตกยิ้มได้ หุ้นขึ้นก็ยังยิ้มได้
- ขาขึ้น
VI - ปล่อยให้พอร์ตโตระยะยาว
DSM - ปล่อยให้พอร์ตโตตามกระแสเงินที่วางไว้ (ได้รับกระแสเงินสดมาก >> มีความสุขมาก)
- ขาลง
VI - เก็บให้เยอะที่สุด โดยเฉพาะตอนราคาตก (เก็บสะสม แต่เพิ่มเงิน)
DSM - ขาย Short ทีละ Step จับคู่ซื้อคืน
-- ซื้อราคาถูกกว่าที่ขาย เท่ากับได้กระแสเงินสดแฝง (Phantom Cash Flow)
-- นำเงินกลับมาซื้อสะสมหุ้นเพิ่ม
-- พอร์ตโตขึ้นเรื่อยๆ
- การวิเคราะห์ปัจจัยทางพื้นฐาน
VI - หุ้นเด่น >> เลือกจากพื้นฐานที่แข็งแกร่ง (P/E ,P/B ,หนี้น้อย ,เงินสดมาก) เติบโตระยะยาว
- หุ้นที่ดูด้อย >> หุ้นที่มีปัญหาปัจจุบัน แต่ยังมีสินทรัพย์ และเงินสดเหลือ
(อาจได้หุ้นราคาถูก และคนอื่นมองข้าม)
- เลี่ยงหุ้นที่ร้อนแรง และสินค้าที่แข่งราคา
DSM - แม้ปัจจัยพื้นฐาน ไม่ใช้หัวใจหลักของกระแสเงินสดแฝง >> แต่ต้องเลือกหุ้นที่แข็งแกร่ง >>
เติบโตระยะยาว (Set50 ,Set100) >> หุ้นตกสุดท้ายดีดกลับมา
- ถ้าต้องการถือหุ้นที่ถือยาว โดยไม่ขายทิ้ง พิจารณาหุ้นที่เด่น และแกร่งในวงการ
- ระวังหุ้นพื้นฐานดีแต่นิ่ง เนื่องจากทำกระแสเงินสดแฝงได้ช้า
- การวิเคราะห์งบการเงินไม่ใช้เรื่องที่ดี (งบการเงินตกแต่งหลอกได้)
- การวิเคราะห์ทางเทคนิค
VI - ไม่จำเป็น >> หาความรู้เกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการอยู่รอดของกิจการ
DSM - ไม่จำเป็น >> เป็นการเสียเวลา (เอาอดีตมาดูอนาคต) รายใหญ่สร้างกราฟได้
- จุดเด่นของแต่ละวิธี
VI - ซื้อหุ้น เพื่อหวังครอบคลองกิจการ ดูคู่แข่ง เปรียบเหมือนหา ห่านทองคำ เพื่อเลี้ยง และเก็บไข่ขาย
DSM - มีหุ้นมากตัวได้ แต่การสวิงของหุ้นต้องสูง เพราะจะได้กระแสเงินสดจากราคาหุ้นตก
-- ต้องมีการสะสมหุ้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจากกระแสเงินสดแฝงที่ได้
-- สุดท้ายคืออิสรภาพทางการเงิน
- กระแสตลาด และความเป็นไปของสังคม กับการตัดสินใจลงทุนซื้อขาย
VI - อย่าตื่นข่าวลือ ,ระวังหุ้นร้อนแรงเพราะปั่น
- คอยเก็บหุ้นที่เราอยากเป็นเจ้าของกิจการ เมื่อราคาตก
- มองหาหุ้นตัวอื่นที่กิจการยังดี ที่คนไม่ค่อยสนใจ
- ระวังเรื่องอัตราดอกเบี้ย ถ้าเพิ่ม มูลค่าธุรกิจจะลดลงเสมอ (หุ้นจะตก)
DSM - ไม่ต้องใช้ความรู้รอบตัวกับเหตุการณ์มาก (อาจทำให้ไขว้เขว)
- ยึดทำตามแผนการสม่ำเสมอ
- การวิเคราะห์การเงิน ,ข่าว ไม่ค่อยมีประโยชน์ (คนวงในปล่อยกันเอง)
- ใช้วินัย >> เก็บกระแสเงินสดแฝง >> ค้นหาอิสรภาพทางการเงิน
- ทำตัวเองให่สุขุม เยือกเย็น โดยเฉพาะตอนหุ้นลง (คนอื่นเกิดความทุกข์)
- นักลงทุนวิธีการนี้มีความแตกต่าง เอกลักษณ์เฉพาะตัว
- การให้เวลา
VI - ไม่ต้องนั่งเฝ้ามากนัก ดูแลและตัดสินในเมื่อตลาดไม่น่าไว้วางใจ
DSM - ต้องรอคอยการตกของหุ้น อย่างสบายใจ จับคู่ "ขายเพื่อซื้อ" หรือ "ขายเพื่อสร้างโอกาสซื้อ"
- ควรปล่อยไห้เป็นไปตามวิถีการดำเนินชีวิต
- การใช้ชีวิต
VI & DSM - เรียบง่าย อยู่แบบสบายๆ ตามพระราชดำรัส อยู่แบบพอเพียง ไม่ยึดติด "รวยเพราะพอเพียง"
- แบ่งรายได้ส่วนเกินไปช่วยเหลือสังคม หรือทำบุญบ้าง
- นำมาหาความสุขไส่ตนบ้าง เพราะเงินเป็นแค่ตัวเลขทางบัญชี
- เราใช้วิธีการลงทุนแบบ DSM กับหุ้น เปรียบเทียบว่า ยังต้องการดูแลกิจการด้วยตนเองอยู่
- เมื่อวันหนึ่งเราได้ไปถึงเป้าหมายที่วางไว้ >> ไม่ต้องคอยดูแลกิจการที่วางไว้
- ณ ตอนนั้นคงถือเป็นนักลงทุนแบบ VI ได้เต็มตัว
DSM [20] เปรียบเทียบการลงทุนทุนของ VI ,DSM กับอสังหาริมทรัพย์
- เปรียบเทียบการลงทุน VI ,DSM กับอสังหาริมทรัพย์
VI - คนที่รู้ว่าทำเลทองอยู่ที่ไหน >> กว้านซื้อในราคาที่ถูก >> แม้มีคนขอซื้อแพงก็ไม่ขาย
- รู้ว่าจับจองทำเลทองไว้อยู่
- เมื่อมีคนรู้มากขึ้น >> คนแห่มาลงทุน >> กำไรไหลมาเทมา
- รายได้ ได้จากค่าเช่า ,ราคาที่ดินก็เพิ่มตามเวลา
DSM - คนที่ประมาณได้ว่าทำเลทองอยู่ที่ไหน >> เลือกที่คนพลุกพล่านหน่อยๆ
- ซื้อคล่อง ขายคล่อง
- แต่จะไม่รู้ว่า ราคาตอนที่ซื้อเหมาะสม หรือยัง
- เอามาแบ่งขายเป็น lot เล็กๆ >> ถ้าตลาดมีความต้องการสูงก็ โก่งราคาหน่อยๆ
- ถ้าปล่อยไปแล้วไม่มีคนเอาก็ ตั้งราคาถูกลงอีก
- ขายไปแล้ว ค่อยๆ ทยอยซื้อคืน >> ซื้อคืนเมื่อราคาตกลงมากว่าราคาขาย
- รายได้จากการปล่อยขาย เราก็เอาไปลงทุนทำเลอื่น หรือเพิ่มที่ทำเลเดิม ตามแผนการลงทุน
VI - ใช้เวลาส่วนใหญ่ในการเฟ้นหาทำเลทอง >> ประเมินมูลค่าทำเล
- เงินสดจะเก็บเอาไว้จนกว่า จะเจอทำเลทอง
DSM - เวลาส่วนใหญ่ จะใช้ในการวางแผนว่า พรุ้งนี้ซื้อขายอะไร ที่ราคาเท่าไหร่
- คนส่วนใหญ่มักคิดว่าเวลาส่วนใหญ่ในการลงทุนแบบ DSM หมดไปกับการเทรด
- จริงแล้วเวลาส่วนใหญ่หมด กับการวางแผนหลังตลาดปิด
- ปกติการลงทุนแบบ DSM ใช้เวลาวางแผนขึ้นอยู่กับ จำนวนหุ้นที่ติดตาม (ทั้งถือและไม่ถือ)
- ส่วนเวลาการเทรดมักใช้เวลาสั้นๆ (ติดตามตลาด)
- คิดเป็นแนวทางลงทุนที่สำเร็จแน่นอน
- แทบปราศจากความเสี่ยง (หมดเนื้อหมดตัว)
- ให้ผลตอบแทนที่พึงพอใจ "ถ้าสามารถรักษาวินัยการลงทุนได้อย่างเคร่งครัด"
- ไม่ใช้อารมณ์ตัดสินใจ เพราะตัดสินใจ ตั้งแต่ตอนวางแผนแล้ว
ถ้าต้องการลงทุนแบบผสมระหว่าง VI และ DSM สามารถทำได้
- VI ซื้อหุ้นมาได้ตอนถูกแล้ว >> ถือรอจนผลตอบแทนสูง (จำนวนหุ้นเท่าเดิม)
- ระหว่างที่รอราคาขึ้น เราก็ลงทุนแบบ DSM ไปด้วย
- เราจะได้หุ้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
- อย่างนี้เรียก ลงทุนแบบ DSM พันธุ์ทาง ไม่ได้เรียก ลงทุนแบบ DSM พันธุ์แท้
DSM [21] เมื่อหุ้นเป็นเทวดาตกสวรรค์ ทำอย่างไร ?
- การเลือกหุ้น ลงทุนแบบ DSM ควรเลือกหุ้นออกมาจาก SET50 ,SET100 เป็นตัว Big CAPS
- ถ้าหุ้นพวกนี้ขึ้น SET ก็ขึ้น ถ้าลง SET ก็ลง
แล้วถ้าเลือกหุ้นผิดจังหวะจะทำอย่างไร ?
Ex หุ้น N-PARK ราคาล่วงจาก 9.60 >> 0.75 ในเวลาปีเศษ
มีหลักยึดง่ายๆ คือ
- กฎการออก
- กฎการควบคุมหุ้น (ตัวปัญหาในมือ)
- กฎการเข้าซื้อหุ้น
- นักลงทุนต้องคิด และวางแผนไว้ล่วงหน้า >> ถ้าหุ้นล้ม เราจะรับความเสี่ยงได้แค่ไหน
*เน้นย้ำนักลงทุนทุกท่านว่า "ให้ซื้อหุ้น ที่เหลือในมือน้อย"
- หุ้นตัวใด ขายแล้วซื้อคืนได้ตลอด หมายความว่าหุ้นตัวนั้นราคาค่อยๆ ลงมาเรื่อยๆ
- หากไม่กำหนดราคาสุดท้ายที่จะออกจากหุ้นตัวนั้น ก็ควรที่จะไม่เพิ่มจำนวนหุ้นนั้น
มีคำกล่าวฝากนักลงทุนทุกท่านว่า
"หุ้นที่ราคาไม่กลับไปสูงเท่าเดิม สร้างผลตอบแทนมากกว่า หุ้นที่ราคาไม่กลับไปต่ำเท่าเดิม"
ถ้าลงทุนกับหุ้นบางตัวที่มีการเคลื่อนไหวมาก >> กิจการไม่ดี โดนขึ้นเครื่องหมาย SP
จะทำอย่าไงดี ? >> ต้องตอบคำถามเหล่านี้ก่อน
- เราต้องการอยู่กับหุ้นตัวนั้นหรือเปล่า ?
-- ถ้าตอบว่า ยังต้องการอยู่กับหุ้นตัวนั้นต่อ >> หลังปลดเครื่องหมาย SP >> ทำตามแผนต่อ
-- ถ้าตอบว่า ไม่ต้องการแล้ว >> ไม่ต้องฝืนใจอย่กับหุ้นตัวนั้น
DSM : Densri Method : EP6
DSM [16] - DSM 7 ข้อดั่งแก้วสารพัดนึก
แก้วสารพัดนึกแบ่งเป็นข้อๆ
- DSMers เป้าหมายคือ เก็บสะสมหุ้นให้ได้มาก โดยไม่ใช้เงินเพิ่ม
- DSMers ไม่สนใจว่าพอร์ตมีมูลค่าเพิ่มหรือลด
- DSMers สนใจแต่กระแสเงินสดแฝง >> กระแสเงินสดแฝง=รายได้ >> เพิ่มจำนวนหุ้น
-- การแร่งกระแสเงินสดแฝง >> โดยที่เราไม่เข้าใจ >> เป็นอันตราย
-- การใช้กระแสเงินสดแฝงในอนาคน ปลอดภัยแล้ว
-- ไม่ชำนาญพอร์ตอาจชอร์ตได้
-- จุดสำคัญของการขยายพอร์ต >> ต้องไม่เกินกระแสเงินสดชอร์ต
-- เมื่อใดที่เพิ่มเงินเพราะ กระแสเงินสดชอร์ต >> สูญเสียการควบคุมบัญชี
-- เปรียบเหมือนการลงทุนแล้ว เพิ่มเงินเข้าไปเพิ่ม
- การเข้าซื้อเป็นส่วนสำคัญ
-- การเข้าซื้ออย่างไร ล้วนเป็นการฝึกฝน ตามแนวทางของตน
-- ซื้อแล้วหุ้นลง สามารถสร้างกระแสเงินสดได้เลย
-- ซื้อแล้วหุ้นเพิ่ม >> มูลค่าเพิ่มขึ้น (อนาคตได้รับกระแสเงินสดมากขึ้น) ล้วนดีทั้งนั้น
-- อย่าลืมว่า ไม่ได้ดูที่มูลค่าพอร์ต ที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างไร
- DSM ไม่มีวิธีที่ตายตัว เปลี่ยนแปลงได้เสมอ โดยยึดหลัก และแนวคิดเหมือนเดิม
- DSMers ต้องเตรียมตัวเตรียมใจ รับมือกับสถานการณ์หลักของหุ้น (ขาขึ้น ,ขาลง ,ไซค์เวย์)
-- คิดและปรับใช้ ให้ตรงกับการบริหารพอร์ต ตามนิสัยหุ้น และของนักลงทุนเอง
- DSM ใช้ได้ดั่งใจนึก ไม่ได้มาจากทฤษฎี หรือการคำนวณExcel ที่แน่แท้
- ต้องลงทุนตามแนวทางนี้ และเก็บข้อมูลตัวเรา และ พอร์ตของเรา + วิธีการเทรดอย่างต่อเนื่อง
- ปรับใช้ให้เหมาะสม ตามนิสัยของเราเอง
DSM [17] - Q&A DSM จากใจถึงใจ
Q : สิ่งที่สำคัญที่สุดใน DSM คืออะไร
A : แนวคิด และใจ (วิธีการมาทีหลัง พลิกแพลงได้ตลอดเวลา)
- แนวคิดที่สำคัญจริงๆ คือ ต้องการหากระแสเงินสดแฝงจากการซื้อขายหุ้นในพอร์ต
- ลงทุนเพิ่มจำนวนหุ้นในพอร์ต
- มูลค่าพอร์ตเป็นอย่างไรไม่ใช้ประเด็นหลัก
- เลือกที่จะเป็น DSMers ห้ามเดาตลาด
- DSMers แท้ต้องไม่เดาตลาด ,ไม่สนมูลค่าพอร์ต
- ถึงราคาขายตาม Step ถึงเวลาซื้อ ซื้อตามStep รในะยะยาวเห็นผลเอง
Q : ขายไปแล้ว ซื้อคืนไม่ได้ ทำอย่างไรดี
A : ทำไมถึงซื้อคืนไม่ได้ >> หุ้นขึ้นไปแล้ว
- หุ้นขึ้น >> ถึงจุดขายชอร์ตแล้ว ต้องมีช่วงห่างจากจุดขายพอควร >> ขายไปทีละ Step >>
ถ้ายังซื้อคืนไม่ได้ >> ถ้าหุ้นไปต่อ >> ขายทีละ Step >> (เห็นไหมว่าเราขายหุ้นในขณะหุ้นขึ้น)
- การที่เราข่นหุ้นในขณะหุ้นขึ้น >> เราได้กระแสเงินสดมากกว่าตอนที่เราซื้อ
- ภาษาเกร็งกำไร เรียกว่าขายได้กำไร
- ไม่ต้องสนใจว่าซื้อคืนไม่ได้
- ถ้าหุ้นเหลือในมือประมาณ 10 - 20% แสดงว่าหุ้นขึ้นมามากแล้ว (สมมุติสูงกว่าราคาซื้อ 50 ช่อง)
- ซื้อกลับคืนไม่ได้ >> ใช้ช่องว่าง >> นำเงินที่ได้จากการขายหุ้นของกองหลัง (อีกนานจะซื้อคืนได้)
>> ไปซื้อหุ้นตัวอื่น (ซึ่งเล็งแล้วว่า ถูกกว่ากองหลังที่ขายไปแล้ว)
- ถ้าหาหุ้นที่เราจับตาดูอยู่ และอยู่ในจุด Oversold จะได้ผลดีมาก
Q : ทำไมถึงนำเงินกองหลังตรงนี้ไปซื้อหุ้นตัวอื่น
A : หุ้นขึ้นลง โดยเฉพาะหุ้นพื้นฐานดี วิ่งขึ้นลง 50 ช่อง ใช้เวลาค่อนค้างนาน
- ระหว่างนั้นถ้าไม่ทำอะไร กับกระแสเงินสดจะทำให้เสียโอกาส (มีหุ้น = สร้างรายได้)
- รายได้คือกระแสเงินสดแฝง
- นำเงินเข้าซื้อหุ้นที่เล็งไว้คือการแปลงร่าง
Q : ทำไมการนำเงินส่วนนี้เข้าซื้อหุ้นที่เล็งไว้ จะไม่ทำให้กระแสเงินสดเกิดการไม่สมดุล
A : เพราตอนเราขายหุ้นตัวแรกไป เราได้เงินสดมากกว่า ตอนที่เราซื้อมันเข้ามา
- การนำกระแสเงินสดออกมาซื้อหุ้นตัวอื่นในปริมาณที่เราสบายใจ
- กระแสเงินสดจะเกิดการชอร์ตได้น้อยมาก (เกิดการขาย)
Q : ระบบบัญชีไม่ทำได้หรือไม่ ?
A : ได้แต่เจ้งแน่นอน - ต้องทำบัญชี >> บัญชีเป็นส่วนหนึ่งของการลงทันแนวนี้ (สำคัญมาก)
Q : ทำไม่ต้องมีการแบ่งกระแสเงินสดแฝง ก่อนการขนานพอร์ต (25%ใช้สำรอง ,25%ใช้จ่าย ,50%ขยาย)
A : ป้องกันกระแสเงินสดช๊อต >> สักระยะ >> ขยายงานมากๆ และเร็วเกินไป >> กระแสเงินสดไม่พอ >>
- ต้องมีการนำเงินออกมาใช้จ่าย (25% ใช้จ่าย)
Q : ควรซื้อเพิ่มเวลาไหน ?
A : เป็นจุดสำคัญมาก ของการเพิ่มมูลค่า และปริมาณหุ้นพอร์ต
- คุณเด่นศรีบอกว่า
-- ให้ซื้อหุ้นในมือเหลือน้อยที่สุด (หุ้นที่แข็งกว่าตลาด)
-- หุ้นที่ขึ้นมากมาย (มีโอกาสลง) >> ถ้าลงมาจะมีกระแสเงินสดแฝง
มีตัวเลือกอีกวิธีหนึ่ง
-- เลือกซื้อตัวที่เข้าจุด OverSold >> หุ้นจะมีโอกาสเพิ่มมูลค่าได้มาก
-- การขยายหุ้นในพอร์ตจะช้ากว่า >> แต่ มูลค่าหุ้นจะลดลงน้อยกว่า >> เพิ่มเข้าสู่จุดคุ้มทุนเร็วกว่า
Q : ไม่ขายขาขึ้นทีละน้อยๆดีกว่า หรือไม่ขายดีกว่ากัน
A : แล้วแต่ความถนัด
- ส่วนตัวไม่ขายดีกว่า
- ถ้าขายทีละ 1 % แนะนำแบ่งเป็นอีกพอร์ตเก็งกำไรดีกว่า
Q : ไม่มีเวลาดูหุ้นทำอย่างไร ?
A : เปิดตลาดเช้า - บ่าย ดูหนึ่งรอบ ใกล้ปิดตลาดดูอีกรอบหนึ่ง (4 รอบ)
- ขายได้เท่าไหร่ขาย ซื้อได้เท่าไหร่ซื้อ
- จะได้กระแสเงินสดแฝงพอสมควร
- ต้องเลือกหุ้นที่ราคา ปิดเปิด ที่วิ่งมีความห่างพอสมควร
Q : ฉันอยากรู้ว่าฉันเหมาะกับ DSMers หรือเปล่า ?
A : ก่อนทดสอบทำดังต่อไปนี้
- อ่านหนังสือพ่อรวยสอนลูกเล่มต่างๆ >> ดูด้วยว่าเห็นด้วยกับอิสรภาพทางการเงินหรือไม่ ?
- อ่านกระทู้หลักๆ เพื่ออิสรภาพทางการเงินเสียก่อน >> ทดสอบ >> ทดลอง >> ปรับใช้ >>
ถ้ายังทำต่อ คุณก็เป็นDSMers มาครึ่งตัวแล้ว
วิธีการทดสอบคือ
- เปิด 2 พอร์ต แบ่งพอร์ตละเท่าๆกัน
-- ทดสอบพอร์ต หนึ่งเป็น DSM อีกพอร์ตหนึ่งเป็นเกร็งกำไร >> ครบหนึ่งปีสรุปผล (การเติบโต)
- ถ้าหุ้นขาขึ้น พอร์ตเกร็งกำไรอาจได้มาก >> แต่หุ้นมีรอบ (มีขึ้นมีลง) >> เราสามารถทำกำไรได้หรือเปล่า
- วิธี DSM เปรียบเหมือนการเติมน้ำแก้วหลายใบที่มีก้นเดียวกัน
-- บางใบอาจเติมมาก บางใบอาจเติมน้อย >> แต่ไหลลงที่ก้นเดียวกัน >> ปริมาณน้ำค่อยๆเพิ่ม
-- ขออย่างเดียวอย่าให้แก้งแต่ (หุ้นเจ้ง)
- วิธีการทดสอบนี้ ในระหว่างทาง >> อุปนิสัย ,การมองโลก ,การแก้ปัญหา จะเป็นตัวกำหนดทิศทางการเทรด
- คุณอาจค้นพบวิธีที่จำนำทั้ง 2 มารวมเป็นด้านเดียวกับก็ได้
DSM [18] - DSM ความเหมือนที่แตกต่าง
เปรียบเทียบ ความแตกต่างการลงทุนชนิดอื่นๆ
- ลงทุนระยะยาว (VI = Value Investor)
- ลงทุนระยะสั้น เก็งกำไร (VS = Value Speculator)
- ลงทุนวิธี DSM
- ระยะเวลาการลงทุน
-- การลงทุนระยะยาว >> ถือหุ้นยาว
-- การลงทุนเก็งกำไร >> ถือหุ้นสั้น
-- การลงทุนวิธี DSM >> ถือหุ้นตลอดชีวิต
- การเลือกหุ้น
-- การลงทุนระยะยาว >> ดูพื้นฐานอย่างรอบครอบ
-- การลงทุนเก็งกำไร >> ดูหุ้นที่นิยมในขณะนั้น
-- การลงทุนวิธี DSM >> เลือกหุ้นที่ชอบ และอยู่ได้นานในตลาด
- เป้าหมาย
-- การลงทุนระยะยาว >> กำไร และเงินปันผล
-- การลงทุนเก็งกำไร >> กำไร
-- การลงทุนวิธี DSM >> รายได้จากกระแสเงินสดแฝง และเงินปันผล
- เมื่อหุ้นเป็นขาลง
-- การลงทุนระยะยาว >> เพิ่มเงินลงทุน เพื่อซื้อหุ้นเพิ่ม
-- การลงทุนเก็งกำไร >> ถือเงินสด รอตลาดขาขึ้น
-- การลงทุนวิธี DSM >> เพิ่มหุ้น โดยไม่เพิ่มเงิน
- เมื่อหุ้นเป็นขาขึ้น
-- การลงทุนระยะยาว >> ถือยาว รอทำกำไรตามสถาวะตลาด
-- การลงทุนเก็งกำไร >> ทำกำไรเป็นรอบๆ
-- การลงทุนวิธี DSM >> เพิ่มหุ้น โดยอาศัยกระแสเงินสดแฝง และช่องว่าง
- เมื่อเกษียณ
-- การลงทุนระยะยาว >> รับเงินปันผล
-- การลงทุนเก็งกำไร >> ไม่มีรายได้ เนื่องจากไม่ได้ซื้อขายหุ้น
-- การลงทุนวิธี DSM >> รับเงินปันผล
- หากหุ้นมีมูลค่า เท่ากับ0
-- การลงทุนระยะยาว >> ขายตอนปัจจัยเปลี่ยน
-- การลงทุนเก็งกำไร >> รอดตามปัจจัยเทคนิค
-- การลงทุนวิธี DSM >> แปลงร่างหุ้นเป็นหุ้นที่ดีกว่า
- หุ้นที่ถือ
-- การลงทุนระยะยาว >> ยึดติดกับหุ้นที่ได้เลือกสรร แล้ว
-- การลงทุนเก็งกำไร >> ไม่ยึดติด
-- การลงทุนวิธี DSM >> ไม่ยึดติดกับหุ้นตัวใด
- ค่าคอมมิชชั่น
-- การลงทุนระยะยาว >> มาร์เก็ตติ่งไม่ชอบเพราะ ไม่ค่อยซื้อขาย
-- การลงทุนเก็งกำไร >> มาร์ ชอบตอนตลาดกระทิง(ขาขึ้น) เพราะซื้อขายบ่อย
-- การลงทุนวิธี DSM >> มาร์ ชอบตอนตลาดหมี(ขาลง) เพราะขายที่ละ 10%
- จิตใจ (ความหนักแน่น)
-- การลงทุนระยะยาว >> จิตใจต้องหนักแน่น มั่นใจสุดๆ
-- การลงทุนเก็งกำไร >> ใจเด็จ ขาดทุนคือขาดทุน
-- การลงทุนวิธี DSM >> จิตใจเยือกเย็น สุขุม ยืดหยุ่น ใจเป็นกลาง ปล่อยวาง
- วินัย
-- การลงทุนระยะยาว >> ไม่หวั่นไหว ไม่ซื้อขาย ถ้าไม่ใช้ราคาที่กำหนดไว้
-- การลงทุนเก็งกำไร >> อย่าปล่อยให้ กำไรเป็นขาดทุน
-- การลงทุนวิธี DSM >> เดินตามแผน ซื้อขายตามแผน อย่างเคร่งคัด
- เวลาที่ใช้ดูแลพอร์ต
-- การลงทุนระยะยาว >> ส่วนใหญ่หมดกับการ คัดสรรค์หุ้น
-- การลงทุนเก็งกำไร >> เฝ้าหน้าจอ action ตลอดเวลา
-- การลงทุนวิธี DSM >> เฝ้าหน้าจอ ดูเป็นระยะ สม่ำเสมอ
- เวลานอน
-- การลงทุนระยะยาว >> นอนเมื่อไหร่ก็ได้ เพราะมีแผนไว้แล้ว
-- การลงทุนเก็งกำไร >> นอนไม่หลับ กระสับกระสาย กังวลในวันพรุ้งนี้
-- การลงทุนวิธี DSM >> มีวินัย นอนเป็นเวลา >> ตลาดเปิดก็ทำตามแผน >> นอนไปยิ้มไป
แก้วสารพัดนึกแบ่งเป็นข้อๆ
- DSMers เป้าหมายคือ เก็บสะสมหุ้นให้ได้มาก โดยไม่ใช้เงินเพิ่ม
- DSMers ไม่สนใจว่าพอร์ตมีมูลค่าเพิ่มหรือลด
- DSMers สนใจแต่กระแสเงินสดแฝง >> กระแสเงินสดแฝง=รายได้ >> เพิ่มจำนวนหุ้น
-- การแร่งกระแสเงินสดแฝง >> โดยที่เราไม่เข้าใจ >> เป็นอันตราย
-- การใช้กระแสเงินสดแฝงในอนาคน ปลอดภัยแล้ว
-- ไม่ชำนาญพอร์ตอาจชอร์ตได้
-- จุดสำคัญของการขยายพอร์ต >> ต้องไม่เกินกระแสเงินสดชอร์ต
-- เมื่อใดที่เพิ่มเงินเพราะ กระแสเงินสดชอร์ต >> สูญเสียการควบคุมบัญชี
-- เปรียบเหมือนการลงทุนแล้ว เพิ่มเงินเข้าไปเพิ่ม
- การเข้าซื้อเป็นส่วนสำคัญ
-- การเข้าซื้ออย่างไร ล้วนเป็นการฝึกฝน ตามแนวทางของตน
-- ซื้อแล้วหุ้นลง สามารถสร้างกระแสเงินสดได้เลย
-- ซื้อแล้วหุ้นเพิ่ม >> มูลค่าเพิ่มขึ้น (อนาคตได้รับกระแสเงินสดมากขึ้น) ล้วนดีทั้งนั้น
-- อย่าลืมว่า ไม่ได้ดูที่มูลค่าพอร์ต ที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างไร
- DSM ไม่มีวิธีที่ตายตัว เปลี่ยนแปลงได้เสมอ โดยยึดหลัก และแนวคิดเหมือนเดิม
- DSMers ต้องเตรียมตัวเตรียมใจ รับมือกับสถานการณ์หลักของหุ้น (ขาขึ้น ,ขาลง ,ไซค์เวย์)
-- คิดและปรับใช้ ให้ตรงกับการบริหารพอร์ต ตามนิสัยหุ้น และของนักลงทุนเอง
- DSM ใช้ได้ดั่งใจนึก ไม่ได้มาจากทฤษฎี หรือการคำนวณExcel ที่แน่แท้
- ต้องลงทุนตามแนวทางนี้ และเก็บข้อมูลตัวเรา และ พอร์ตของเรา + วิธีการเทรดอย่างต่อเนื่อง
- ปรับใช้ให้เหมาะสม ตามนิสัยของเราเอง
DSM [17] - Q&A DSM จากใจถึงใจ
Q : สิ่งที่สำคัญที่สุดใน DSM คืออะไร
A : แนวคิด และใจ (วิธีการมาทีหลัง พลิกแพลงได้ตลอดเวลา)
- แนวคิดที่สำคัญจริงๆ คือ ต้องการหากระแสเงินสดแฝงจากการซื้อขายหุ้นในพอร์ต
- ลงทุนเพิ่มจำนวนหุ้นในพอร์ต
- มูลค่าพอร์ตเป็นอย่างไรไม่ใช้ประเด็นหลัก
- เลือกที่จะเป็น DSMers ห้ามเดาตลาด
- DSMers แท้ต้องไม่เดาตลาด ,ไม่สนมูลค่าพอร์ต
- ถึงราคาขายตาม Step ถึงเวลาซื้อ ซื้อตามStep รในะยะยาวเห็นผลเอง
Q : ขายไปแล้ว ซื้อคืนไม่ได้ ทำอย่างไรดี
A : ทำไมถึงซื้อคืนไม่ได้ >> หุ้นขึ้นไปแล้ว
- หุ้นขึ้น >> ถึงจุดขายชอร์ตแล้ว ต้องมีช่วงห่างจากจุดขายพอควร >> ขายไปทีละ Step >>
ถ้ายังซื้อคืนไม่ได้ >> ถ้าหุ้นไปต่อ >> ขายทีละ Step >> (เห็นไหมว่าเราขายหุ้นในขณะหุ้นขึ้น)
- การที่เราข่นหุ้นในขณะหุ้นขึ้น >> เราได้กระแสเงินสดมากกว่าตอนที่เราซื้อ
- ภาษาเกร็งกำไร เรียกว่าขายได้กำไร
- ไม่ต้องสนใจว่าซื้อคืนไม่ได้
- ถ้าหุ้นเหลือในมือประมาณ 10 - 20% แสดงว่าหุ้นขึ้นมามากแล้ว (สมมุติสูงกว่าราคาซื้อ 50 ช่อง)
- ซื้อกลับคืนไม่ได้ >> ใช้ช่องว่าง >> นำเงินที่ได้จากการขายหุ้นของกองหลัง (อีกนานจะซื้อคืนได้)
>> ไปซื้อหุ้นตัวอื่น (ซึ่งเล็งแล้วว่า ถูกกว่ากองหลังที่ขายไปแล้ว)
- ถ้าหาหุ้นที่เราจับตาดูอยู่ และอยู่ในจุด Oversold จะได้ผลดีมาก
Q : ทำไมถึงนำเงินกองหลังตรงนี้ไปซื้อหุ้นตัวอื่น
A : หุ้นขึ้นลง โดยเฉพาะหุ้นพื้นฐานดี วิ่งขึ้นลง 50 ช่อง ใช้เวลาค่อนค้างนาน
- ระหว่างนั้นถ้าไม่ทำอะไร กับกระแสเงินสดจะทำให้เสียโอกาส (มีหุ้น = สร้างรายได้)
- รายได้คือกระแสเงินสดแฝง
- นำเงินเข้าซื้อหุ้นที่เล็งไว้คือการแปลงร่าง
Q : ทำไมการนำเงินส่วนนี้เข้าซื้อหุ้นที่เล็งไว้ จะไม่ทำให้กระแสเงินสดเกิดการไม่สมดุล
A : เพราตอนเราขายหุ้นตัวแรกไป เราได้เงินสดมากกว่า ตอนที่เราซื้อมันเข้ามา
- การนำกระแสเงินสดออกมาซื้อหุ้นตัวอื่นในปริมาณที่เราสบายใจ
- กระแสเงินสดจะเกิดการชอร์ตได้น้อยมาก (เกิดการขาย)
Q : ระบบบัญชีไม่ทำได้หรือไม่ ?
A : ได้แต่เจ้งแน่นอน - ต้องทำบัญชี >> บัญชีเป็นส่วนหนึ่งของการลงทันแนวนี้ (สำคัญมาก)
Q : ทำไม่ต้องมีการแบ่งกระแสเงินสดแฝง ก่อนการขนานพอร์ต (25%ใช้สำรอง ,25%ใช้จ่าย ,50%ขยาย)
A : ป้องกันกระแสเงินสดช๊อต >> สักระยะ >> ขยายงานมากๆ และเร็วเกินไป >> กระแสเงินสดไม่พอ >>
- ต้องมีการนำเงินออกมาใช้จ่าย (25% ใช้จ่าย)
Q : ควรซื้อเพิ่มเวลาไหน ?
A : เป็นจุดสำคัญมาก ของการเพิ่มมูลค่า และปริมาณหุ้นพอร์ต
- คุณเด่นศรีบอกว่า
-- ให้ซื้อหุ้นในมือเหลือน้อยที่สุด (หุ้นที่แข็งกว่าตลาด)
-- หุ้นที่ขึ้นมากมาย (มีโอกาสลง) >> ถ้าลงมาจะมีกระแสเงินสดแฝง
มีตัวเลือกอีกวิธีหนึ่ง
-- เลือกซื้อตัวที่เข้าจุด OverSold >> หุ้นจะมีโอกาสเพิ่มมูลค่าได้มาก
-- การขยายหุ้นในพอร์ตจะช้ากว่า >> แต่ มูลค่าหุ้นจะลดลงน้อยกว่า >> เพิ่มเข้าสู่จุดคุ้มทุนเร็วกว่า
Q : ไม่ขายขาขึ้นทีละน้อยๆดีกว่า หรือไม่ขายดีกว่ากัน
A : แล้วแต่ความถนัด
- ส่วนตัวไม่ขายดีกว่า
- ถ้าขายทีละ 1 % แนะนำแบ่งเป็นอีกพอร์ตเก็งกำไรดีกว่า
Q : ไม่มีเวลาดูหุ้นทำอย่างไร ?
A : เปิดตลาดเช้า - บ่าย ดูหนึ่งรอบ ใกล้ปิดตลาดดูอีกรอบหนึ่ง (4 รอบ)
- ขายได้เท่าไหร่ขาย ซื้อได้เท่าไหร่ซื้อ
- จะได้กระแสเงินสดแฝงพอสมควร
- ต้องเลือกหุ้นที่ราคา ปิดเปิด ที่วิ่งมีความห่างพอสมควร
Q : ฉันอยากรู้ว่าฉันเหมาะกับ DSMers หรือเปล่า ?
A : ก่อนทดสอบทำดังต่อไปนี้
- อ่านหนังสือพ่อรวยสอนลูกเล่มต่างๆ >> ดูด้วยว่าเห็นด้วยกับอิสรภาพทางการเงินหรือไม่ ?
- อ่านกระทู้หลักๆ เพื่ออิสรภาพทางการเงินเสียก่อน >> ทดสอบ >> ทดลอง >> ปรับใช้ >>
ถ้ายังทำต่อ คุณก็เป็นDSMers มาครึ่งตัวแล้ว
วิธีการทดสอบคือ
- เปิด 2 พอร์ต แบ่งพอร์ตละเท่าๆกัน
-- ทดสอบพอร์ต หนึ่งเป็น DSM อีกพอร์ตหนึ่งเป็นเกร็งกำไร >> ครบหนึ่งปีสรุปผล (การเติบโต)
- ถ้าหุ้นขาขึ้น พอร์ตเกร็งกำไรอาจได้มาก >> แต่หุ้นมีรอบ (มีขึ้นมีลง) >> เราสามารถทำกำไรได้หรือเปล่า
- วิธี DSM เปรียบเหมือนการเติมน้ำแก้วหลายใบที่มีก้นเดียวกัน
-- บางใบอาจเติมมาก บางใบอาจเติมน้อย >> แต่ไหลลงที่ก้นเดียวกัน >> ปริมาณน้ำค่อยๆเพิ่ม
-- ขออย่างเดียวอย่าให้แก้งแต่ (หุ้นเจ้ง)
- วิธีการทดสอบนี้ ในระหว่างทาง >> อุปนิสัย ,การมองโลก ,การแก้ปัญหา จะเป็นตัวกำหนดทิศทางการเทรด
- คุณอาจค้นพบวิธีที่จำนำทั้ง 2 มารวมเป็นด้านเดียวกับก็ได้
DSM [18] - DSM ความเหมือนที่แตกต่าง
เปรียบเทียบ ความแตกต่างการลงทุนชนิดอื่นๆ
- ลงทุนระยะยาว (VI = Value Investor)
- ลงทุนระยะสั้น เก็งกำไร (VS = Value Speculator)
- ลงทุนวิธี DSM
- ระยะเวลาการลงทุน
-- การลงทุนระยะยาว >> ถือหุ้นยาว
-- การลงทุนเก็งกำไร >> ถือหุ้นสั้น
-- การลงทุนวิธี DSM >> ถือหุ้นตลอดชีวิต
- การเลือกหุ้น
-- การลงทุนระยะยาว >> ดูพื้นฐานอย่างรอบครอบ
-- การลงทุนเก็งกำไร >> ดูหุ้นที่นิยมในขณะนั้น
-- การลงทุนวิธี DSM >> เลือกหุ้นที่ชอบ และอยู่ได้นานในตลาด
- เป้าหมาย
-- การลงทุนระยะยาว >> กำไร และเงินปันผล
-- การลงทุนเก็งกำไร >> กำไร
-- การลงทุนวิธี DSM >> รายได้จากกระแสเงินสดแฝง และเงินปันผล
- เมื่อหุ้นเป็นขาลง
-- การลงทุนระยะยาว >> เพิ่มเงินลงทุน เพื่อซื้อหุ้นเพิ่ม
-- การลงทุนเก็งกำไร >> ถือเงินสด รอตลาดขาขึ้น
-- การลงทุนวิธี DSM >> เพิ่มหุ้น โดยไม่เพิ่มเงิน
- เมื่อหุ้นเป็นขาขึ้น
-- การลงทุนระยะยาว >> ถือยาว รอทำกำไรตามสถาวะตลาด
-- การลงทุนเก็งกำไร >> ทำกำไรเป็นรอบๆ
-- การลงทุนวิธี DSM >> เพิ่มหุ้น โดยอาศัยกระแสเงินสดแฝง และช่องว่าง
- เมื่อเกษียณ
-- การลงทุนระยะยาว >> รับเงินปันผล
-- การลงทุนเก็งกำไร >> ไม่มีรายได้ เนื่องจากไม่ได้ซื้อขายหุ้น
-- การลงทุนวิธี DSM >> รับเงินปันผล
- หากหุ้นมีมูลค่า เท่ากับ0
-- การลงทุนระยะยาว >> ขายตอนปัจจัยเปลี่ยน
-- การลงทุนเก็งกำไร >> รอดตามปัจจัยเทคนิค
-- การลงทุนวิธี DSM >> แปลงร่างหุ้นเป็นหุ้นที่ดีกว่า
- หุ้นที่ถือ
-- การลงทุนระยะยาว >> ยึดติดกับหุ้นที่ได้เลือกสรร แล้ว
-- การลงทุนเก็งกำไร >> ไม่ยึดติด
-- การลงทุนวิธี DSM >> ไม่ยึดติดกับหุ้นตัวใด
- ค่าคอมมิชชั่น
-- การลงทุนระยะยาว >> มาร์เก็ตติ่งไม่ชอบเพราะ ไม่ค่อยซื้อขาย
-- การลงทุนเก็งกำไร >> มาร์ ชอบตอนตลาดกระทิง(ขาขึ้น) เพราะซื้อขายบ่อย
-- การลงทุนวิธี DSM >> มาร์ ชอบตอนตลาดหมี(ขาลง) เพราะขายที่ละ 10%
- จิตใจ (ความหนักแน่น)
-- การลงทุนระยะยาว >> จิตใจต้องหนักแน่น มั่นใจสุดๆ
-- การลงทุนเก็งกำไร >> ใจเด็จ ขาดทุนคือขาดทุน
-- การลงทุนวิธี DSM >> จิตใจเยือกเย็น สุขุม ยืดหยุ่น ใจเป็นกลาง ปล่อยวาง
- วินัย
-- การลงทุนระยะยาว >> ไม่หวั่นไหว ไม่ซื้อขาย ถ้าไม่ใช้ราคาที่กำหนดไว้
-- การลงทุนเก็งกำไร >> อย่าปล่อยให้ กำไรเป็นขาดทุน
-- การลงทุนวิธี DSM >> เดินตามแผน ซื้อขายตามแผน อย่างเคร่งคัด
- เวลาที่ใช้ดูแลพอร์ต
-- การลงทุนระยะยาว >> ส่วนใหญ่หมดกับการ คัดสรรค์หุ้น
-- การลงทุนเก็งกำไร >> เฝ้าหน้าจอ action ตลอดเวลา
-- การลงทุนวิธี DSM >> เฝ้าหน้าจอ ดูเป็นระยะ สม่ำเสมอ
- เวลานอน
-- การลงทุนระยะยาว >> นอนเมื่อไหร่ก็ได้ เพราะมีแผนไว้แล้ว
-- การลงทุนเก็งกำไร >> นอนไม่หลับ กระสับกระสาย กังวลในวันพรุ้งนี้
-- การลงทุนวิธี DSM >> มีวินัย นอนเป็นเวลา >> ตลาดเปิดก็ทำตามแผน >> นอนไปยิ้มไป
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)