DSM [6] - การเลือกหุ้นเพื่อลงทุน DSM
คุณสมบัติของหุ้นที่จะเลือกลงทุนด้วยวิธี DSM
1.) ต้องเป็นหุ้นที่จ่ายเงินปันผล (ดูจากประวัติย้อนหลัง)
2.) เป็นหุ้นที่มีความนิยม และมีจำนวนหุ้นซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์มากพอสมควร
>> จะสร้างหุ้นจากส่วนต่างราคา
-- หุ้นที่มีความนิยมจะมีการซื้อขายมาก
3.) เป็นหุ้นหลักของเศรษฐกิจประเทศ (ถ้าหุ้นตัวนี้หายจากตลาด หุ้นตัวอื่นจะหายก่อน)
4.) เป็นบริษัทที่เราอยากร่วมเป็นกิจการ
การหาหุ้นที่มีคุณสมบัติครบที่ 4 เป็นเรื่องที่ยาก >> ยอมตัดบางคุณสมบัติออกไปบ้าง
- คนมาเวลาซื้อขายหุ้น >> หุ้นที่แกว่งมาก >> จ่ายปันผลน้อย >>
สร้างจำนวนหุ้นให้เพิ่มอัตราที่มากพอ >> ได้หุ้นมากพอ >> เปลี่ยนไปยังหุ้นที่จ่ายปันผลที่ดี
- หุ้น Warrant ต้องมีแผนตั้งแต่แรกเริ่มในการลงทุน >> ต้องดึงกระแสเงินสดแฝงออกจาก Warrant >>
ให้เร็ว และเน้นสร้างกระแสเงินสดแฝง โดยไม่ต้องเพิ่มหุ้น
-- ลงทุน Warrant ต้องการเพิ่มหุ้น และเก็บกระแสเงินสดแฝงตามสัดส่วน >> แปลงร่างจากหุ้น
Warrant เป็นหุ้นแม่
Ex CPF-W2 >> CPF หรือ ZMICO-W3 >>ZMICO
-- มีข้อแม้อย่างหนึ่งว่า >> Warrant นั้นต้องมีอายุอย่างน้อย 2 ปี ถ้าได้มากกว่า 2 ปียิ่งดี
-- การลงทุนใน Warrant ต้องมีเวลาเอใจใส่พอร์ต
- คนที่ไม่มีเวลาซื้อขายหุ้น >> ถ้าเลือกหุ้นที่แกว่งมาก >> ควรเลือกหุ้นพื้นฐาน >> จ่าปันผลสม่ำเสมอ
>> ราคาไม่เปลี่ยนแปลงมาก >> มีเวลาดูวันละ ครึ่งชั่วโมงพอ
5.) ถ้าใครมีประสบการณ์กับ Finance ในตอนที่ปิดบริษัท 56 แห่ง >> ควรหลีเลี่ยงหุ้นกลุ่ม Finance >>
สามารถลงทุนได้ แต่ต้องมีกฎออกเตรียมพร้อมเสมอ
6.) เมื่อใดควรไล่หุ้นตัวนั้นออกจากพอ์ต
- หุ้นที่ไม่มีการเคลื่อนไหน
- หุ้นที่ราคาลงมากมากว่า 50% จากราคาที่ซื้อสูงสุด >> จดราคาว่าดู เมื่อหุ้นแสดงขาขึ้นชัดเจน >>
กลับมาลงทุนใหม่ >> ยกเว้นหุ้นตัวนั้นคืนทุนแล้ว >> เก็บกระแสเงินสดไปเรื่อยๆ
7.) หุ้นเป็นเพียงยานพาหนะ สำหรับนักลงทุน (Investment Vehicles) >> นำไปสู่อิสรภาพทางการเงิน
>> ไม่ควรยึดติดหุ้นตัวใด >> เปลี่ยนแปลงหุ้นได้ตามแผนการลงทุน
- การยึดติดตัวหุ้นคือความทุกข์อย่างหนึ่ง "จงปล่อยว่างไม่อย่างนั้นท่านจะสูญเสียทุกอย่าง" >>
ใช้แนวทางการลงทุนแบบ DSM แทนการยึดติดที่ตัวหุ้นแทน
เริ่มต้นด้วยจำนวนหุ้นเท่าใด
- จำนวนที่เหมาะสมสำหรับ DSM คือ 10,000 หุ้น
Ex ถ้าเลือกหุ้นมูลค่า 100 บาท ต้องมีเงินลงทุน 1 ล้านบาท
- การเลือกหุ้นในาราคาที่เหมาะสม >> การซื้อขายหุ้นมีประสิทธิภาพ
- ถ้ารักการลงทุนในหุ้นราคา 100 บาทจริงๆ มี 2 วิธี
-- หาเงินล้านจากการทำงานมาลงทุน
-- เริ่มจากหุ้นตัวละ 10 บาท ใช้เงินลงทุน 1 แสน (ถ้าลงทุนอย่างมัวินัย จะใช้เวลาไม่เกิน 7 ปี)
#เพิ่มเติม หุ้น Warrant
โดยอ้างอิงจาก : https://pantip.com/topic/32407356
- http://topicstock.pantip.com/sinthorn/topicstock/2010/06/I9377387/I9377387.html
- Warrant ใบสำคัญแสดงสิทธิในการซื้อหุ้นสามัญ (ส่วนมากเรียกหุ้นลูก)
- เมื่อถึงวันใช้สิทธิ จะกลายเป็นกระดาษไม่มีค่า
- กระดาษใบหนึ่ง ที่สามารถเปลี่ยนเป็นหุ้นสามัญ โดยจ่ายตังให้บริษัท
- เหตุผลที่บริษัทออกเพราะ บริษัทต้องการเงินทุน
-ส่วนมากบริษัทจะแจกฟรี ให้กับผู้ถือหุ้นเดิมในเวลาที่กำหนด (XW)
- หุ้น Warrant จะมี "-W" ต่อท้ายหุ้นสามัญ
-Warrant(หุ้นลูก) >> ซื้อหุ้นสามัญ (หุ้นแม่)
Ex หุ้น TWZ >> หุ้นสามัญ (หุ้นแม่)
-- หุ้น TWZ - W2 >> ใบสำคัญแสดงสิทธิ (หุ้นลูก) หรือWarrant
--- หุ้นลูก สามารถซื้อขายได้ตามปกติ เหมือนหุ้นแม่ทุกอย่าง
--- เมื่อซื้อหุ้นลูก สามารถขายปกติ หรือแปลงเป็นหุ้นสามัญได้
--- Ex เมื่อถึงวันใช้สิทธิ TWZ - W2 ซื้อหุ้นแม่ในราคา 1 : 1.027 ในราคาใช้สิทธิ 0.39 บาท/หุ้น >>
1 หุ้น Warrant จะได้สิทธิซื้อ 1.027 หุ้นแม่
- ถ้าได้รับสิทธิ แจกWarrant จากหุ้นแม่ >> ใช้สิทธิแปลงสภาพเป็นหุ้นลูก
-- คิดราคาหุ้นที่จะแปลงเป็นหุ้นลูก = (ราคาหุ้นแม่ - ราคาใช้สิทธิ)/(จำนวน Warrant ที่ต้องใช้และหุ้นแม่)
-- (0.53(ราคาปัจจุบัน) - 0.39) / (1 / 1.027)
-- ราคาหุ้นลูก 0.14378
--- ถ้าแปลงแล้วราคาหุ้นลูกสูงกว่าในกระดาน ถือว่าขาดทุน
- ก่อนซื้อหุ้น Warrant >> ให้ดูวันใช้สิทธิ >> ราคาที่ซื้ออาจเป็นราคามากกว่าหุ้นแม่ก็ได้
- หุ้น Warrant + ราคาใช้สิทธิ์ หากมากว่าหรือเท่ากับ หุ้นแม่ ควรเลี้่ง
- ยิ่งใกล้วันหมดอายุ คนจะยิ่งขาย (หมดอายุจะไม่มีค่าทันที)
- ช่วยที่ราคาลงของ Warrant คือช่วงที่ใกล้ใช้สิทธิ 1 เดือน (หุ้นแม่วิ่ง หุ้นลูกนิ่ง) >>
ไม่มีใครอยากใช้สิทธิ
- ควรเลี่ยงก่อนวันหมดอายุ 1 ปียิ่งดี
- หลักการดูว่า Warrant ราคาถูกหรือแพง (เปรียบเทียบหุ้นแม่)
-- ราคา Warrant + ราคาใช้สิทธิ < ราคาหุ้นสามัญ - น่าลงทุน (ได้หุ้นสามัญในราคาต่ำ)
-- ราคา Warrant + ราคาใช้สิทธิ = ราคาหุ้นสามัญ - ไม่น่าลงทุน (ทุนเท่าหุ้นสามัญ)
-- ราคา Warrant + ราคาใช้สิทธิ > ราคาหุ้นสามัญ - ไม่น่าลงทุน (ราคาที่ได้แพงกว่าหุ้นสามัญ)
- ช่วงใกล้ใช้สิทธิ ราคาจะลงมา แต่จะมีคนพยุงราคาไว้ >> หากราคาต่ำ >> คนใช้สิทธิ์ซื้อหุ้นแม่ >>
จะได้ราคาหุ้นแม่ราคาต่ำกว่ากระดาน (คุ้ม)
- สิ่งทั้ต้องทำก่อนซื้อ
-- เช็ควันใช้สิทธิครั้งสุดท้าย หรือวันหมดอายุ
-- วันใช้ สิทธิซื้อหุ้นแม่
- คนส่วนใหญ่คิดว่าเป็นหุ้น ธรรมดา ถือยาวแค่ไหนก็ได้ (ซึ่งไม่ใช่) >> ถ้าไม่แปลงสภาพก็หมดทันที
DSM : Densri Method : EP1
DSM : Densri Method : EP1
สรุปจากกระทู้
หัวข้อ : DSM Concept Version 3 จากสมาชิก Pantip ชื่อ จูล่ง
- http://topicstock.pantip.com/sinthorn/topicstock/I3990755/I3990755.html
คำนำ
- นักลงทุนในตลาดมี 2 ประเภท เก็งกำไร(เทรด) และนักลงทุน(ลงทุน)
- ในตลาดมีนักเก็งกำไร > นักลงทุน
- นักลงทุนที่แท้จริงจะรู้จัก "กระแสเงินสดแฝง" [สะสมหุ้นเป็นสินทรัพย์]
- คนที่เปิดเผยวิธีการและ เคล็ดลับวิชามีนามว่า "เด่นศรี"
DSM [1] - จุดกำเนิด DSM
- DSM ย่อมาจาก DenSri Method >> Descending Sell Method
- มาจากนักลงทุนชื่อเด่นศรี >>ลงทุนด้วยวิธี Short Against Port
- เป็นแนวทางการลงทุนสร้างหุ้น และกระแสเงินสด
DSM [2] - หัวใจ และแนวคิดของ DSM
- หัวใจการลงทุนหุ้น DSM >> แผนการลงทุน และระบบบัญชี
- เป้าหมายสูงสุดของ DSM >> สะสมจำนวนหุ้นเพิ่มขึ้น และสร้างกระแสเงินสดแฝง
- ถ้าลงทุนตามแผนอย่างเคร่งครัด ค้นพบว่าวิธีDSM ลงทุนตอนขาขึ้นได้ดีกว่าขาลง
แนวคิดของ DSM
- สะสมจำนวนหุ้นเพิ่มมากขึ้น โดยไม่ต้องลงทุนเงินเพิ่ม
Ex มีบ้านปล่อยเช่า >> สะสมเงินค่าเช้าซื้อบ้านเพิ่มอีกหลัง >> สุดท้ายซื้อโรงแรม
- ไม่ลงเงินเพิ่มเพราะ ต้องการให้เงินสร้างตัวมันเอง
- แนวคิด DSM คาดการณ์นักลงทุนต่างชาติ
- วันไหนหุ้นตก(ขาย) และซื้อคืนในราคาที่ถูกกว่า
- นักลงทุนต่างชาติมีหุ้นในมือมหาศาล >> ไม่ชอบให้หุ้นขึ้น >> ชอบให้ขึ้นๆลงๆ และลงหนักๆ
- ทำให้นักลงทุนคิดว่าหุ้นขาลงต้องมีอะไรดีกว่าขาขึ้น >> และถ้าหุ้นขาขึ้นต้องกำไรหนักๆ
- ด้วยวิธีการนี้ทำให้นักลงทุนต่างชาติมีหุ้นในมือมหาศาล
* เรานักลงทุนวิธีDSM ต้องทำตามแนวทางนักลงทุนต่างชาติ (ต้องมีหุ้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ)
DSM [3] - คุณสมบัติของนักลงทุนวิธี DSM
1.) ต้องเป็นนักลงทุนระยะยาว (ตลอดชีวิต)
-- เงินลงทุนต้องเป็นเงินเก็บที่จ่ายให้ตัวเอง 10%
-- ห้ามถอนเงินมาใช้เป็นอันขาด เพราะเป็นเงินลงทุนตลอดชีวิต (รักษาเงินต้น)
-- ถอนได้ตามสัดส่วนกระแสเงินแฝงเท่านั้น
-- สามารถใช้ทรัพย์สินมรดก แก่ลูกหลานได้ (ดีชั่วลูกชั่วหลาน)
2.) มีแนวคิดสร้างรายได้จากพอร์ต ไม่ใช้กำไรจากพอร์ต >> ไม่สนใจมูลค่าพอร์ตที่เพิ่มขึ้นหรือลดลง
แยกสองสิ่งให้ออกจากกัน
-- ความแตกต่างระหว่างกำไรส่วนต่าง
-- การลงทุนเพื่อสร้างรายได้
-- ถ้าแยกได้ จะลงทุนตามแนวทางนี้สำเร็จ
3.) อิสรภาพทางการเงินไม่ได้หมายถึง รวยร้อยล้านพันล้าน
-- การมีชีวิตอยู่อย่างพอเพียง
-- อิสระในสิ่งที่อยากทำ
*อิสระภาพทางการเงิน "ใครมีเวลาเพื่อใช้ชีวิตในแบบที่ตนต้องการมากกว่า"
4.) มีวินัยในการลงทุน
-- การลงทุน DSM ห้ามเลิกกลางคัน >> จะเกิดความเสียหมายมาก (เลิกก่อนเวลาอย่างน้อย 2 ปี)
5.) มีเป้าหมายในอนาคต
-- ต้องได้รับเงินปันผลเท่าไหร่ ถึงจะพอใช้ในชีวิตประจำวัน
6.) จิตใจต้องหนักแน่น มั่นคง ไม่วอกแวกกับ เสียงชาวบ้าน(เสียงนกเสียงกา)
7.) ต้องมีเวลาดูแลพอร์ตอย่างเอาใจไส่
8.) ต้องเป็นความสมัครใจของนักลงทุนเอง
-- ไม่มีใครสามารถบังคับได้
-- เมื่อพร้อมแล้วหลังจากศึกษาแนวคิดเข้าใจ >> สร้าง Model Trade ของตนเอง
-- สร้างหลักการตัวชี้วัดความสำเร็จของตนเอง (โดยนำตัวอย่างจากบทความเป็นต้นแบบ)
9.) การลงทุนแบบ DSM เสี่ยงหรือไม่
-- ความเสี่ยงไมไ่ด้ขึ้นกับการลงทุน >> ขึ้นอยู่กับความเข้าใจแนวคิดการลงทุนวิธีนี้
-- ถ้าไม่เข้าใจถือว่าเสี่ยงมาก
-- ไม่มีอะไรในชีวิตไม่มีความเสี่ยง
-- แต่การลงทุนควรเป็นสิ่งที่มีความเสี่ยงต่ำเสมอ การลงทุนวิธี DSM จึงเป็นคำตอบ
สิ่งที่จะได้รับจากวิธีการลงทุน DSM และไปสู่อิสรภาพทางการเงิน
- เป็นส่วนหนึ่งกับเจ้าของบริษัท
- สร้างรายได้จากหุ้น และกระแสเงินสดแฝง
- ะมีเงินปันผลหุ้นเพิ่มขึ้นทุกปี (ตามจำนวนหุ้น)
- ะเหลือเวลาว่างอยู่กับครอบครัว
- สุขภาพจิตที่ดีขึ้น (หุ้นขึ้นก็ดีใจ หุ้นลงก็ยิ้ม)
ทำไมต้องมีอิสรภาพทางการเงิน
- ชีวิตไม่ได้มีเวลามากมาย
- ทำไมต้องใช้เวลาทั้งชีวิตทำงาน
- เรียนรู้วิธีการใช้เงิน >> ให้คนอื่นทำงานให้เรา
- จะได้มีเวลาทำอย่างอื่นที่สำคัญกว่า
สิ่งสำคัญสำหรับชีวิตคือ
- มีเวลาสำหรับครอบครัว
- มีเงินสำหรับอุทิศเพื่อการกุศล
- มีโอกาศสร้างงาน และความมั่งคงให้ชุมชน
- มีโอกาศท่องเที่ยวกับครอบครัว
ผู้ที่ห้ามลงทุนแบบ DSM
- นักเก็งกำไร หรือนักพนัน
- นักลงทุนระยะสั้น
- ผู้ปล่อยปะละเลย (ไม่ดูแลพอร์ต)
- นักลงทุนที่ไม่เข้าใจแนวคิด DSM
ไม่มีเงิน ไม่มีเวลา ลงทุนแบบ DSM ได้หรือไม่
1.) เงินใช้ในการลงทุนแบบ DSM อาจเริ่มต้นด้วยเงินประมาณ 10,000 บาท
2.) ไม่มีเวลาดูหุ้นทั้งวัน >> ดูวันละครั้งเป็นอย่างน้อย
3.) การลงทุนในหุ้น เหมือนคุณร่วมลงทุนกับกิจการบริษัท >> ควรมีเวลาเพื่อดูกิจการบริษัทบ้าง
4.) ออกจากงานประจำเลยดีไหม
-- ไม่แนะนำเพราะจะขาดกระแสเงินที่ใช้ในชีวิตประจำวัน
-- ควรทำงานประจำ และแบ่งเวลาบางส่วนก็เพียงพอ
5.) มีเงินไม่มากพอ ลงทุนหุ้นกู้ Margin ดีหรือเปล่า
-- ไม่ควรกู้ Margin >> ระวังเงือนไข Maintenance Margin >> ถูกบังคับ Call Margin
>> เพิ่มวงเงินประกัน >> บังคับ Forcesale >> หุ้นตกขาลง ไม่มีเงินซื้อหุ้ต่ำกว่าราคาที่ขาย
-- หุ้นตกมูลค่าลดลง >> วงเงิน Margin ลดลง >> ซื้อรวบยอดไม่ได้
6.) เมื่อมั่นใจว่าจะลงทุนวิธี DSM สิ่งที่ต้องทำ >> เลือกหุ้นที่จะลงทุน และอยู่กับหุ้นตัวนั้นอย่างน้อย 2 ปี
DSM [4] - ทำไมต้องอย่างน้อย 2 ปี
- ผลตอบแทนจากการลงทุน DSM จะได้กระแสเงินสดขั้นต่ำ 3 % (บางเดือนได้มาก บางเดือนได้น้อย)
- จากสูตร 72 จำกัด
--เอาเลข 72 ตั้งหารด้วยจำนวน %ต่อปีผลลัพธ์ >> เท่ากับจำนวนปีที่ทำให้เงินต้นเป็น 2 เท่า
- ผลลัพธ์ปีที่ทำให้จำนวนเงินต้นเป็น 2 เท่า = 72 / ( 3% x 12) = 2 ปี
- แสดงให้เห็นว่า กระแสเงินสดแฝง จะเท่ากับจำนวนเงินต้นเมื่อเวลาผ่านไป 2 ปี
- ตลาดหุ้นเมืองไทย สามารถทำให้เงินคืนได้เร็ว เพราะเป็นตลาดที่มีความผันผวนสูง
- การลงทุนไม่จำเป็นต้องรีบเร่งลงมือทำ (ค่อยๆก้าวแบบทารก)
* อดทนเพื่อการเปลี่ยนแปลงอย่างมีเป้าหมาย
เพิ่มเติม เรื่องกฎ กฎของเลข 72
โดยอ้างอิงจาก : https://moneyhub.in.th/article/rule-of-72/
- Albert Einstein เป็นผู้ค้นพบกฎของเลข 72
- เลข 72 อ้างจากหลักการคิดดอกเบี้ยทบต้น
- เป็นสิ่งมหัศจรรย์ลำดับที่ 8 ของโลก "พลังดอกเบี้ยทบต้น"
- ถ้าต้องการให้เงินต้นเป็น 2 เท่าในระยะเวลากี่ปี ?
- สูตรการคำนวณคือ
เงินออม หรือลงทุนจะกลายเป็น 2 เท่าในกี่ปี = 72 / อัตราผลตอบแทนต่อปี หรือ
เงินออม หรือลงทุนจะกลายเป็น 2 เท่าด้วยอัตรดอกเบี้ยเท่าไหร่ = 72 / ระยะเวลาออม หรือลงทุน(ปี)
- มีเงือนไข เงินออม หรือลงทุนมีผลตอบแทนคงที่
- สูตรนี้สามารถใช้คำนวณ เงินออม ,ระยะเวลาในการออม หรือลงทุน ,อัตราเงินเฟ้อ ,การก่อหนี้
DSM [5] - ฉันเป็นนักลงทุนประเภทไหน
- ผู้เกี่ยวข้องในตลาดหลักทรัพย์ แบ่งเป็น 2 ประเภท
-- นักลงทุน ,นักเก็งกำไร
ถามตัวเองว่าเป็นนักลงทุน หรือนักเก็งกำไร
- ตลาดทุกชนิดมีคน 2 ประเภท
-- ถ้ามีแต่นักลงทุน ราคาหุ้นจะอยู่นิ่งๆ
-- ถ้าเป็นนักเก็งกำไร แต่ลงทุนด้วย DSM เน้นให้เป็นนักลงทุนที่แท้จริง
ความแตกต่างระหว่างนักลงทุน กับนักเก็งกำไร
-นักเก็งกำไร : ต้องการกระแสเงินสดในระยะเวลาที่กำหนด
-นักลงทุน : ต้องการรายได้จากกระแสเงินสดแฝงจากหุ้น และเงินปันผล
# หรือดูง่ายสุด
- ถ้าซื้อหุ้น และขายหุ้นเพื่อหวังกำไรส่วนต่าง >> นักเก็งกำไร
- ถ้าซื้อหุ้นเพื่อหวังเงินปันผล พร้อมกระแสเงินสดแฝง >> นักลงทุน
นักลงทุน หรือนักเก็งกำไร ใครเหมาะที่จะใช้วิธี DSM
- การหวั่นไหวกับราคาหุ้นที่เปลี่ยนแปลง ไม่ใช้เรื่องผิดปกติ
- Value Investor (VI) เมื่อลงทุนในหุ้นแล้ว จะไม่เปลี่ยนแปลงเพราะมั่นใจในบริษัท
- VI ถึงแม้ราคาหุ้นจะตกไปมากเท่าไหร่ ถ้าบริษัทกำไร ก็ยังคงลงทุนต่อ >> อาจซื้อเพิ่มด้วยวิธี DSM
- วิธีการลงทุนแบบ DSM เหมาะกับนักลงทุนแบบ Value Investor (VI)
- ใช้จำนวนเงินลงทุนก้อนเดิมมาเพิ่มจำนวนหุ้น VI
- DSM เป็นส่วนผสมระหว่าง VI ในสายเลือด >> เพิ่มทักษะการซื้อขายหุ้นแบบนักเก็งกำไร
>> เพิ่มจำนวนหุ้นให้มากขึ้น
- ห้ามใช้วิธีการลงทุนแบบ DSM ในการตามเงินลงทุนที่ขาดทุนไปคืน
>> ถ้าเลิกกลางคัน อาจสูญเสียมากกว่ากำไร
- DSM ใช้เวลาอย่างน้อย 2 ปี ถึงคุ้มต้นทุนตอนเริ่มต้น
สรุปจากกระทู้
หัวข้อ : DSM Concept Version 3 จากสมาชิก Pantip ชื่อ จูล่ง
- http://topicstock.pantip.com/sinthorn/topicstock/I3990755/I3990755.html
คำนำ
- นักลงทุนในตลาดมี 2 ประเภท เก็งกำไร(เทรด) และนักลงทุน(ลงทุน)
- ในตลาดมีนักเก็งกำไร > นักลงทุน
- นักลงทุนที่แท้จริงจะรู้จัก "กระแสเงินสดแฝง" [สะสมหุ้นเป็นสินทรัพย์]
- คนที่เปิดเผยวิธีการและ เคล็ดลับวิชามีนามว่า "เด่นศรี"
DSM [1] - จุดกำเนิด DSM
- DSM ย่อมาจาก DenSri Method >> Descending Sell Method
- มาจากนักลงทุนชื่อเด่นศรี >>ลงทุนด้วยวิธี Short Against Port
- เป็นแนวทางการลงทุนสร้างหุ้น และกระแสเงินสด
DSM [2] - หัวใจ และแนวคิดของ DSM
- หัวใจการลงทุนหุ้น DSM >> แผนการลงทุน และระบบบัญชี
- เป้าหมายสูงสุดของ DSM >> สะสมจำนวนหุ้นเพิ่มขึ้น และสร้างกระแสเงินสดแฝง
- ถ้าลงทุนตามแผนอย่างเคร่งครัด ค้นพบว่าวิธีDSM ลงทุนตอนขาขึ้นได้ดีกว่าขาลง
แนวคิดของ DSM
- สะสมจำนวนหุ้นเพิ่มมากขึ้น โดยไม่ต้องลงทุนเงินเพิ่ม
Ex มีบ้านปล่อยเช่า >> สะสมเงินค่าเช้าซื้อบ้านเพิ่มอีกหลัง >> สุดท้ายซื้อโรงแรม
- ไม่ลงเงินเพิ่มเพราะ ต้องการให้เงินสร้างตัวมันเอง
- แนวคิด DSM คาดการณ์นักลงทุนต่างชาติ
- วันไหนหุ้นตก(ขาย) และซื้อคืนในราคาที่ถูกกว่า
- นักลงทุนต่างชาติมีหุ้นในมือมหาศาล >> ไม่ชอบให้หุ้นขึ้น >> ชอบให้ขึ้นๆลงๆ และลงหนักๆ
- ทำให้นักลงทุนคิดว่าหุ้นขาลงต้องมีอะไรดีกว่าขาขึ้น >> และถ้าหุ้นขาขึ้นต้องกำไรหนักๆ
- ด้วยวิธีการนี้ทำให้นักลงทุนต่างชาติมีหุ้นในมือมหาศาล
* เรานักลงทุนวิธีDSM ต้องทำตามแนวทางนักลงทุนต่างชาติ (ต้องมีหุ้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ)
DSM [3] - คุณสมบัติของนักลงทุนวิธี DSM
1.) ต้องเป็นนักลงทุนระยะยาว (ตลอดชีวิต)
-- เงินลงทุนต้องเป็นเงินเก็บที่จ่ายให้ตัวเอง 10%
-- ห้ามถอนเงินมาใช้เป็นอันขาด เพราะเป็นเงินลงทุนตลอดชีวิต (รักษาเงินต้น)
-- ถอนได้ตามสัดส่วนกระแสเงินแฝงเท่านั้น
-- สามารถใช้ทรัพย์สินมรดก แก่ลูกหลานได้ (ดีชั่วลูกชั่วหลาน)
2.) มีแนวคิดสร้างรายได้จากพอร์ต ไม่ใช้กำไรจากพอร์ต >> ไม่สนใจมูลค่าพอร์ตที่เพิ่มขึ้นหรือลดลง
แยกสองสิ่งให้ออกจากกัน
-- ความแตกต่างระหว่างกำไรส่วนต่าง
-- การลงทุนเพื่อสร้างรายได้
-- ถ้าแยกได้ จะลงทุนตามแนวทางนี้สำเร็จ
3.) อิสรภาพทางการเงินไม่ได้หมายถึง รวยร้อยล้านพันล้าน
-- การมีชีวิตอยู่อย่างพอเพียง
-- อิสระในสิ่งที่อยากทำ
*อิสระภาพทางการเงิน "ใครมีเวลาเพื่อใช้ชีวิตในแบบที่ตนต้องการมากกว่า"
4.) มีวินัยในการลงทุน
-- การลงทุน DSM ห้ามเลิกกลางคัน >> จะเกิดความเสียหมายมาก (เลิกก่อนเวลาอย่างน้อย 2 ปี)
5.) มีเป้าหมายในอนาคต
-- ต้องได้รับเงินปันผลเท่าไหร่ ถึงจะพอใช้ในชีวิตประจำวัน
6.) จิตใจต้องหนักแน่น มั่นคง ไม่วอกแวกกับ เสียงชาวบ้าน(เสียงนกเสียงกา)
7.) ต้องมีเวลาดูแลพอร์ตอย่างเอาใจไส่
8.) ต้องเป็นความสมัครใจของนักลงทุนเอง
-- ไม่มีใครสามารถบังคับได้
-- เมื่อพร้อมแล้วหลังจากศึกษาแนวคิดเข้าใจ >> สร้าง Model Trade ของตนเอง
-- สร้างหลักการตัวชี้วัดความสำเร็จของตนเอง (โดยนำตัวอย่างจากบทความเป็นต้นแบบ)
9.) การลงทุนแบบ DSM เสี่ยงหรือไม่
-- ความเสี่ยงไมไ่ด้ขึ้นกับการลงทุน >> ขึ้นอยู่กับความเข้าใจแนวคิดการลงทุนวิธีนี้
-- ถ้าไม่เข้าใจถือว่าเสี่ยงมาก
-- ไม่มีอะไรในชีวิตไม่มีความเสี่ยง
-- แต่การลงทุนควรเป็นสิ่งที่มีความเสี่ยงต่ำเสมอ การลงทุนวิธี DSM จึงเป็นคำตอบ
สิ่งที่จะได้รับจากวิธีการลงทุน DSM และไปสู่อิสรภาพทางการเงิน
- เป็นส่วนหนึ่งกับเจ้าของบริษัท
- สร้างรายได้จากหุ้น และกระแสเงินสดแฝง
- ะมีเงินปันผลหุ้นเพิ่มขึ้นทุกปี (ตามจำนวนหุ้น)
- ะเหลือเวลาว่างอยู่กับครอบครัว
- สุขภาพจิตที่ดีขึ้น (หุ้นขึ้นก็ดีใจ หุ้นลงก็ยิ้ม)
ทำไมต้องมีอิสรภาพทางการเงิน
- ชีวิตไม่ได้มีเวลามากมาย
- ทำไมต้องใช้เวลาทั้งชีวิตทำงาน
- เรียนรู้วิธีการใช้เงิน >> ให้คนอื่นทำงานให้เรา
- จะได้มีเวลาทำอย่างอื่นที่สำคัญกว่า
สิ่งสำคัญสำหรับชีวิตคือ
- มีเวลาสำหรับครอบครัว
- มีเงินสำหรับอุทิศเพื่อการกุศล
- มีโอกาศสร้างงาน และความมั่งคงให้ชุมชน
- มีโอกาศท่องเที่ยวกับครอบครัว
ผู้ที่ห้ามลงทุนแบบ DSM
- นักเก็งกำไร หรือนักพนัน
- นักลงทุนระยะสั้น
- ผู้ปล่อยปะละเลย (ไม่ดูแลพอร์ต)
- นักลงทุนที่ไม่เข้าใจแนวคิด DSM
ไม่มีเงิน ไม่มีเวลา ลงทุนแบบ DSM ได้หรือไม่
1.) เงินใช้ในการลงทุนแบบ DSM อาจเริ่มต้นด้วยเงินประมาณ 10,000 บาท
2.) ไม่มีเวลาดูหุ้นทั้งวัน >> ดูวันละครั้งเป็นอย่างน้อย
3.) การลงทุนในหุ้น เหมือนคุณร่วมลงทุนกับกิจการบริษัท >> ควรมีเวลาเพื่อดูกิจการบริษัทบ้าง
4.) ออกจากงานประจำเลยดีไหม
-- ไม่แนะนำเพราะจะขาดกระแสเงินที่ใช้ในชีวิตประจำวัน
-- ควรทำงานประจำ และแบ่งเวลาบางส่วนก็เพียงพอ
5.) มีเงินไม่มากพอ ลงทุนหุ้นกู้ Margin ดีหรือเปล่า
-- ไม่ควรกู้ Margin >> ระวังเงือนไข Maintenance Margin >> ถูกบังคับ Call Margin
>> เพิ่มวงเงินประกัน >> บังคับ Forcesale >> หุ้นตกขาลง ไม่มีเงินซื้อหุ้ต่ำกว่าราคาที่ขาย
-- หุ้นตกมูลค่าลดลง >> วงเงิน Margin ลดลง >> ซื้อรวบยอดไม่ได้
6.) เมื่อมั่นใจว่าจะลงทุนวิธี DSM สิ่งที่ต้องทำ >> เลือกหุ้นที่จะลงทุน และอยู่กับหุ้นตัวนั้นอย่างน้อย 2 ปี
DSM [4] - ทำไมต้องอย่างน้อย 2 ปี
- ผลตอบแทนจากการลงทุน DSM จะได้กระแสเงินสดขั้นต่ำ 3 % (บางเดือนได้มาก บางเดือนได้น้อย)
- จากสูตร 72 จำกัด
--เอาเลข 72 ตั้งหารด้วยจำนวน %ต่อปีผลลัพธ์ >> เท่ากับจำนวนปีที่ทำให้เงินต้นเป็น 2 เท่า
- ผลลัพธ์ปีที่ทำให้จำนวนเงินต้นเป็น 2 เท่า = 72 / ( 3% x 12) = 2 ปี
- แสดงให้เห็นว่า กระแสเงินสดแฝง จะเท่ากับจำนวนเงินต้นเมื่อเวลาผ่านไป 2 ปี
- ตลาดหุ้นเมืองไทย สามารถทำให้เงินคืนได้เร็ว เพราะเป็นตลาดที่มีความผันผวนสูง
- การลงทุนไม่จำเป็นต้องรีบเร่งลงมือทำ (ค่อยๆก้าวแบบทารก)
* อดทนเพื่อการเปลี่ยนแปลงอย่างมีเป้าหมาย
เพิ่มเติม เรื่องกฎ กฎของเลข 72
โดยอ้างอิงจาก : https://moneyhub.in.th/article/rule-of-72/
- Albert Einstein เป็นผู้ค้นพบกฎของเลข 72
- เลข 72 อ้างจากหลักการคิดดอกเบี้ยทบต้น
- เป็นสิ่งมหัศจรรย์ลำดับที่ 8 ของโลก "พลังดอกเบี้ยทบต้น"
- ถ้าต้องการให้เงินต้นเป็น 2 เท่าในระยะเวลากี่ปี ?
- สูตรการคำนวณคือ
เงินออม หรือลงทุนจะกลายเป็น 2 เท่าในกี่ปี = 72 / อัตราผลตอบแทนต่อปี หรือ
เงินออม หรือลงทุนจะกลายเป็น 2 เท่าด้วยอัตรดอกเบี้ยเท่าไหร่ = 72 / ระยะเวลาออม หรือลงทุน(ปี)
- มีเงือนไข เงินออม หรือลงทุนมีผลตอบแทนคงที่
- สูตรนี้สามารถใช้คำนวณ เงินออม ,ระยะเวลาในการออม หรือลงทุน ,อัตราเงินเฟ้อ ,การก่อหนี้
DSM [5] - ฉันเป็นนักลงทุนประเภทไหน
- ผู้เกี่ยวข้องในตลาดหลักทรัพย์ แบ่งเป็น 2 ประเภท
-- นักลงทุน ,นักเก็งกำไร
ถามตัวเองว่าเป็นนักลงทุน หรือนักเก็งกำไร
- ตลาดทุกชนิดมีคน 2 ประเภท
-- ถ้ามีแต่นักลงทุน ราคาหุ้นจะอยู่นิ่งๆ
-- ถ้าเป็นนักเก็งกำไร แต่ลงทุนด้วย DSM เน้นให้เป็นนักลงทุนที่แท้จริง
ความแตกต่างระหว่างนักลงทุน กับนักเก็งกำไร
-นักเก็งกำไร : ต้องการกระแสเงินสดในระยะเวลาที่กำหนด
-นักลงทุน : ต้องการรายได้จากกระแสเงินสดแฝงจากหุ้น และเงินปันผล
# หรือดูง่ายสุด
- ถ้าซื้อหุ้น และขายหุ้นเพื่อหวังกำไรส่วนต่าง >> นักเก็งกำไร
- ถ้าซื้อหุ้นเพื่อหวังเงินปันผล พร้อมกระแสเงินสดแฝง >> นักลงทุน
นักลงทุน หรือนักเก็งกำไร ใครเหมาะที่จะใช้วิธี DSM
- การหวั่นไหวกับราคาหุ้นที่เปลี่ยนแปลง ไม่ใช้เรื่องผิดปกติ
- Value Investor (VI) เมื่อลงทุนในหุ้นแล้ว จะไม่เปลี่ยนแปลงเพราะมั่นใจในบริษัท
- VI ถึงแม้ราคาหุ้นจะตกไปมากเท่าไหร่ ถ้าบริษัทกำไร ก็ยังคงลงทุนต่อ >> อาจซื้อเพิ่มด้วยวิธี DSM
- วิธีการลงทุนแบบ DSM เหมาะกับนักลงทุนแบบ Value Investor (VI)
- ใช้จำนวนเงินลงทุนก้อนเดิมมาเพิ่มจำนวนหุ้น VI
- DSM เป็นส่วนผสมระหว่าง VI ในสายเลือด >> เพิ่มทักษะการซื้อขายหุ้นแบบนักเก็งกำไร
>> เพิ่มจำนวนหุ้นให้มากขึ้น
- ห้ามใช้วิธีการลงทุนแบบ DSM ในการตามเงินลงทุนที่ขาดทุนไปคืน
>> ถ้าเลิกกลางคัน อาจสูญเสียมากกว่ากำไร
- DSM ใช้เวลาอย่างน้อย 2 ปี ถึงคุ้มต้นทุนตอนเริ่มต้น
KZM : Killer Zone Model : EP2 [Pantip]
KZM : Killer Zone Model : EP2 [Pantip]
เก็บความรู้ที่ได้จาก MudleyGroup ใน Pantip โดยเนื้อหานำมาจาก
- http://topicstock.pantip.com/sinthorn/topicstock/2008/11/I7181375/I7181375.html
- http://topicstock.pantip.com/sinthorn/topicstock/2008/08/I6908867/I6908867.html
- http://topicstock.pantip.com/sinthorn/topicstock/2009/05/I7865165/I7865165.html
- นักลงทุนหลายคนพูดว่า ตลาดหุ้นไม่มีสูตรสำเร็จ >> วิธีการที่ดีที่สุดคือทดลองกับตลาดจริง
- ทดลองในช่วงตลาดเลวร้าน กับเพื่อนคนหนึ่ง (ไม่มีประสบการณ์การลงทุนในตลาดหุ้นมาก่อน)
- เพื่อนมีเงินเก็บ ทำอะไร ? (พี่ต้านแนะนำลงทุนในหุ้น)
มุมมองพี่ต้านบอกว่า
1. คนที่ขาดทุน หรือเหยื่อในตลาด คือ รู้มากเกินไป กับไม่รู้อะไรเลย
2. ไม่มีวินัย กับระบบ หรือ ผ่านการทดสอบมาไม่ดีพอ
3. โลภ มองผลตอบแทนเป็นหลัก
4. กลัวสิ่งต่างๆเกินจริง
Ex Index ไม่มีทางเหลือ 0 >> Model ที่ออกแบบให้เทรดแกล้ 0
- วินัยเป็นสิ่งสำคัญ
- เพื่อนลองเทรดตามระบบ เป็นเวลา 2 เดือน >> ผลลัพธ์น่าประทับใจ >> ซื้อขายราวเทรดเด้ออาชีพ
- เพื่อนเข้าตลาด ณ วันที่ Tdex ราคา 4.74 >> ตอนนี้ลงเหลือ 3.34
- มูลค่าพอร์ทเพื่อน เริ่มต้นที่ 5 หมื่น >> ขาดทุน 2 % ,มีหุ้นในมือ 5200 หุ้น
- Model มีการเพิ่มหุ้นแบบ DSM หลังมีกระแสเงินสดแฝง
- ตลาดลงรุนแรงหรือขึ้นไม่มีใครทราบ แต่สามารถอยู่รอดในตลาด
- มีเงินใช้สม่ำเสมอ
เก็บความรู้ที่ได้จาก MudleyGroup ใน Pantip โดยเนื้อหานำมาจาก
- http://topicstock.pantip.com/sinthorn/topicstock/2008/11/I7181375/I7181375.html
- http://topicstock.pantip.com/sinthorn/topicstock/2008/08/I6908867/I6908867.html
- http://topicstock.pantip.com/sinthorn/topicstock/2009/05/I7865165/I7865165.html
- นักลงทุนหลายคนพูดว่า ตลาดหุ้นไม่มีสูตรสำเร็จ >> วิธีการที่ดีที่สุดคือทดลองกับตลาดจริง
- ทดลองในช่วงตลาดเลวร้าน กับเพื่อนคนหนึ่ง (ไม่มีประสบการณ์การลงทุนในตลาดหุ้นมาก่อน)
- เพื่อนมีเงินเก็บ ทำอะไร ? (พี่ต้านแนะนำลงทุนในหุ้น)
มุมมองพี่ต้านบอกว่า
1. คนที่ขาดทุน หรือเหยื่อในตลาด คือ รู้มากเกินไป กับไม่รู้อะไรเลย
2. ไม่มีวินัย กับระบบ หรือ ผ่านการทดสอบมาไม่ดีพอ
3. โลภ มองผลตอบแทนเป็นหลัก
4. กลัวสิ่งต่างๆเกินจริง
Ex Index ไม่มีทางเหลือ 0 >> Model ที่ออกแบบให้เทรดแกล้ 0
- วินัยเป็นสิ่งสำคัญ
- เพื่อนลองเทรดตามระบบ เป็นเวลา 2 เดือน >> ผลลัพธ์น่าประทับใจ >> ซื้อขายราวเทรดเด้ออาชีพ
- เพื่อนเข้าตลาด ณ วันที่ Tdex ราคา 4.74 >> ตอนนี้ลงเหลือ 3.34
- มูลค่าพอร์ทเพื่อน เริ่มต้นที่ 5 หมื่น >> ขาดทุน 2 % ,มีหุ้นในมือ 5200 หุ้น
- Model มีการเพิ่มหุ้นแบบ DSM หลังมีกระแสเงินสดแฝง
- ตลาดลงรุนแรงหรือขึ้นไม่มีใครทราบ แต่สามารถอยู่รอดในตลาด
- มีเงินใช้สม่ำเสมอ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)