DSM : Densri Method : EP5

DSM [13] - ช่องว่าง และการแปลงร่างคืออะไร
- ช่องว่างของตลาดหุ้น
-- ให้ให้ถูกจังหวะ
-- ควบคุมการใช้ช่องว่างด้วยระบบบัญชี
- หุ้นสมดุลช่องว่าง >> ช่องว่างสมดุลด้วย >> ระบบบัญชี

- การแปลงร่าง >> จะแปลงไปเป็นหุ้นกลุ่มใดก็ได้
-- ขอเพียงให้มีราคาต่ำว่า และอยู่ในช่วง Spread หุ้นเดียวกัน
- เงินที่เหลือจากการแปลงร่าง >> ให้ถือเป็นกระแสเงินสดแฝง >> แต่เป็นกระแสเงินสดแฝงเทียม >>
ไม่ควรแปลงร่างมากไป โดยไม่จำเป็น

- การแปลงร่างใช้กับหุ้นขาขึ้นเท่านั้น
- หุ้นขาลงจะไม่แปลงร่าง (ยกเว้นกรณีเปลี่ยนตัว เพราะต้องไล่หุ้นเดิมออกจาก พอร์ต)
- ปกติ จะใช้การแปลงร่างเมื่อ หุ้นเหลือในมือแค่ 10-20%

- การแปลงร่าง มี 2 แบบ
-- แปลงร่างเป็นตัวมันเอง  (ที่เหลือน้อย)
-- แปลงร่างเป็นหุ้นตัวอื่น >> หุ้นตัวอื่นแปลงร่างเป็นตัวมันเอง
- กางแปลงร่าง อย่างสมดุลซึ่งกัน และกัน

- การแปลงร่าง >> ไม่ใช้การเปลี่ยนตัวหุ้น
- การแปลงร่าง >> การขยายการลงทุนในจังหวะที่ต้องขยาย
Ex การแปลงจากหุ้น A >> B (ต้องดูแลทั้ง A,B) >> จะไม่ทิ้ง >> เมื่อมีจังหวะเก็บหุ้น A คืนได้ >>
ควรเก็บกลับคืนมา >> ทำให่พอร์ทของเราขยายหย่างเหมาะสม
- ไม่แนะนำให้ แปลงร่าง บ่อยเกินไป
- ทุกครั้งที่แปลงร่าง ต้องมีเหตุผล
- อย่าเห็นกระแสเงินสดแฝงเทียมเพียงอย่างเดียว

- การจะซื้อหุ้นตัวเดิมในราคาที่แพง โดยอาศัยกระแสเงินสดแฝง
--ซื้อเมื่อหุ้นตัวเดิมเป็นขาขึ้น >> และเหลือหุ้นในมือเพียง 10 - 20% (จากปริมาณเริ่มต้นมา) >>
หากซื้อแล้วขึ้นต่อ >> ทรัพย์สินจะมีมูลค่าสูงด้วย >> เหลืออีก 10 - 20% ก็ซื้อเพื่มอีก
-- เมื่อซื้อหุ้นตัวเดิมแล้วเป็นขาลง >> ทยอยเก็บคืนที่ขายไป >> การทำอย่างนี้ไม่มีผลต่อที่เหลือในพอร์ท
>> เพราะควบคุมได้ >>ถ้าสะดุดยังมีเงินสำรองหนี้(เงินที่ได้ดึงต้นทุนมาแล้ว)
- จากนั้นทำตามขั้นตอน ตามแผนซื้อ และขาย จะได้กระแสเงินสดแฝง
- กระแสเงินสดแฝง จะโป๊ะ กับหนี้ได้เองอัตโนมัติ
- ระบบบัญชีจะต้องรัดกุม >> ควบคุมการขยายของพอร์ท อย่างมีจังหวะ

ช่วง Spread แต่ละช่างราคาของหุ้น

- การแปลงร่าง หุ้นที่ขายไม่สามารถซื้อกับได้ >>ราคาก็ขึ้นไปสูงมาพอสมควร >>
ไม่สามรถซื้อกลับได้ ในระยะเวลาอันใกล้
Ex หุ้น A ราคา 9.20บาท จำนวน 1,000 หุ้น >> หุ้น B ราคา 8.20บาท 1000 หุ้น >>
ได้กระแสเงินสดแฝง 1,000 บาท (ยังไม่ได้หักค่าคอมมิชชั่น) เป็นกระแสเงินสดแฝงเทียม

- การลงทุนหุ้นแบบ DSM สามารถลงทุนแบบ โน๊ตดนตรี (ติดตามบทที่ 30) >>
สามารถได้รับกระแสเงินสดที่แท้จริง  >> ไม่เหมือนกับ วิธีแปลงร่างได้กระแสเงินสดแฝงเทียม

DSM [14] - หุ้นขึ้นได้หุ้น หุ้นลงได้เงิน
- ลงทุนด้วยวิธี DSM >> จะได้ยินคำกล่าวที่ว่า >> สามารถลงทุนได้ทั้ง ขาขึ้นและขาลง >>
หุ้นขึ้นได้เงิน หุ้นลงได้หุ้น >> เป็นคำกล่าวที่เสี่ยงมาก >> จริงๆต้องเป็น >>
"หุ้นขึ้นได้หุ้น หุ้นลงได้เงิน"

หุ้นขึ้นได้หุ้น หุ้นลงได้เงิน ?
- เปรียบการลงทุนหุ้นเหมือน การทำกิจการให้เช่าหุ้น
- กิจการที่ทำอยู่กำลังดี กำลังเติมโต ต้องเพิ่มการลงทุน ,ขยายกิจการออกไป
- กิจการก้ำกึ่งระหว่าง ดีหรือไม่ดี ไม่ควรเพิ่มการลงทุนห หรือขยายกิจการ

แยกระหว่าง "ซื้อหุ้นคืน" กับ "ซื้อหุ้นเพิ่ม"(เงินจากกระแสเงินสดแฝง)
- หุ้นเป็นขาลงเริ่มแดง ขายออกทุก 2 ช่อง ช่องละ 10% ไปเรื่อยๆ >>
จนกว่าหุ้นเริ่มขึ้นจากจุดต่ำสุดมา 4 ช่อง >> ค่อยเข้าซื้อ อันนี้หมายถึง "ซื้อหุ้นคืน"
- "ซื้อหุ้นเพิ่ม" การเอากระแสเงินสดแฝงมาซื้อหุ้นเพิ่ม >> ซื้อหุ้นตัวที่เหลือน้อย >> หุ้นตัวนี้ขายดี
>> หุ้นขึ้น >> เปรียบเป็นกิจการที่ดี กำลังเจริญ >> ต้องมีการขยายงาน >> ถึงเริ่มมีการ "ซื้อหุ้นเพิ่ม"
>> จากเงินกระแสเงินสดแฝง
- การซื้อหุ้นเพิ่ม ต้องซื้อหุ้นอย่างน้อย 1,000 หุ้น หรืออย่างน้อย 200,000 บาท
- ซื้อแล้วสามารถทำงาน ใช้ทำงานได้ทันทีจากหุ้นตัวนั้น

- ถ้าต้องการซื้อหุ้นเพิ่ม >> โดยที่ยังไม่ได้เหลือหุ้น 10 - 20% จากของเดิมตัวนั้นๆ >>
กลัวเสียโอกาส ในการเพิ่มหุ้นกลับ
- เมื่อไหร่ ถึงจะ "ซื้อหุ้นเพิ่ม" ที่ใช้เงินจากกระแสเงินสดแฝงซื้อ >> ต้องสร้างหลักการในการซื้อหุ้นเพิ่ม

การสร้างหลักการในการซื้อหุ้นเพิ่ม
- นักลงทุนแต่ละท่านอาจไม่เหมือนกัน (แล้วแต่ความถนัดของแต่ละคน)
Ex หุ้น A ราคาตอนซื้อที่ 10 บาท เมื่อหุ้นลง 10.00 > 9.90 > 9.80 >..>8.90 >>7.00 ราคาเริ่มนิ่ง
มีแรงซื้อกลับ 4 ช่อง (7.20บาท) >>ซื้อหุ้นคืนทั้งหมด "เรียกซื้อหุ้นคืน" เงินที่ได้เป็นกระแสเงินสดแฝง
>> ถ้าต้องการซื้อหุ้นตัวเดิมเพิ่ม >> จะซื้อตรงไหน ? ให้แน่ใจว่าหุ้นขึ้นจริงๆ >>
ตั้งจุดซื้อหุ้นตัวใหม่อีก 5 ,10 ,15(ที่ราคา 7.95) ช่อง >> เพื่อให้แน่ใจว่าหุ้นขึ้นจริงๆ

- ในการลงทุนด้วยวิธี DSM ลงเงินก้อนแรกไป ไม่ควรเพิ่มเงินลงทุนในพอร์ท
- เหมือนเราทำกิจการอะไรสักอย่าง ยังไม่รู้ว่ากิจการจะดีหรือเปล่า (รอดหรือเปล่า)
- เมื่อใดที่กิจการไปได้ดี มีผลตอบแทนดี สามารถเพิ่มการลงทุน หรือขยายกิจการได้

- การลงทุนด้วยวิธี DSM เหมือนการลงทุนทั่วไป ไม่มีข้อห้ามเพิ่มทุน แต่ เพิ่มทุนเพราะอะไร ? >>
เพิ่มเพราะกิจการ DSM ทำยอดตามเป้าได้ แบบนี้ควรเพิ่ม
- ถ้าลงทุนเพิ่มเพื่ออุดปัญหา แบบนี้ไม่ควรเพิ่ม
*ลงทุนเพิ่มในกิจการที่กำลังเจริญเติบโต เพื่อขยายกิจการ

DSM [15] - สิ่งที่ควรคิด เมื่อรักจะเป็น DSMers
นักลงทุนด้วยวิธี DSM ที่จะเรียกตัวเองว่าเป็น DSMers
1.) DSMers ต้องมีเป้าหมายชีวิต
-- ความฝันของเราคืออะไร >> มันเกี่ยวกับการลงทุนแบบไหน
-- ตั้งเป้าหมายให้ใหญ่ >> หาเป้าหมายระหว่างความฝัน กับการลงทุน
2.) ศึกษา DSM ให้ถ่วงแท้
-- ค่อยๆปรับใช้จนลงตัว
-- กำหนดให้เป็นแผน >> นำไปสู้เป้าหมายในชีวิต
-- DSM เป็นเพียงวิธีหนึ่งของการลงทุน
-- การลงทุนที่แท้จริงคือ แผนการที่จะนำไปสู่เป้าหมานชีวิตอย่างเป็น รูปธรรม
3.) ใช้เงินทำงานให้เรา ไม่ใช่ใช้ตัวเราทำงานเพื่อเงิน
-- DSM ตัวเงินไม่ใช้สิ่งที่สนใจ >> มองรายได้ที่เกิดขึ้น >> มองจำนวนหุ้นที่มากขึ้น
-- ควรมีการหักค่าบริหารพอร์ต >> เพื่อเป็นกำลังใจ
-- กำไรไม่มช้สิ่งที่เราสนใจ >> หารายได้จากพอร์ตการลงทุนของเรา

- เงินค่าของมันเป็นเพียงสื่อกลาง แลกเปลี่ยนสินค้า
- เงินผลิตตัวมันเองไม่ได้
- สิ่งที่ผลิตเงิน >> พอร์ตของเราต่างหาก
- กระแสเงินสดแฝงที่เกิดขึ้น ควรนำมาขยายพอร์ต
- หลักหักค่ายริหารพอร์ต >> ควรนำมาขยายหลักทรัพย์ >> วันหนึ่งจะกลายเป็นสินทรัพย์ถาวร

4.) สิ่งที่สำคัญ DSMers คือเวลา เพราะเป็นทรัพย์สินที่มีค่า และสำคัญมาก
-- ในหนึ่งวัน เรามีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากัน >> แต่ละคนใช้ไม่เท่ากันไม่เหมือนกัน
-- จะมีสิ่งที่เราทำได้ และทำไม่ได้ในบางช่วงชีวิต >> ถ้าเราไม่ทำสิ่งนั้น เราจะไม่ได้ทำสิ่งนั้นอีกเลย
-- แบ่งเวลาแต่ละช่วงในสมดุล
-- ใช้เวลาให้มีค่ามากที่สุด ต่อตนเอง และคนที่คุณรัก
*การลงทุน คือส่วนหนึ่งของชีวิต ไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต
5.) ค้นหาอิสรภาพทางใจให้พบ
-- ระหว่างที่เราเหนื่อยล้า สับสน กับความผิดพลาดที่เกิดขึ้น >> ในความผิดพลาดมีโอกาสเสมอ
-- เหรียญมี 2 ด้าน คนซื้อ ก็ต้องมีคนขาย
-- สิ่งที่ฉุดรั่งเราที่จะเดินต่อคือ ไม่ยอมแพ้ >> จิตใจตนเอง
-- ต้องค้นพบให้ได้ว่า ใจเราต้องการอะไร >> ถ้าทำได้ เราจะมีความสุข

DSM : Densri Method : EP4

DSM [11] - ระบบซื้อ - ขายหุ้นDSM
ระบบ ซื้อขายที่ดี คือส่วนสำคัญของ DSM
- การกระโดดเข้าสู่ สมรภูมิรบ บ่อยครั้งที่อารมณ์อยู่เหนือ เหตุผล >>  ทำให้เกิดการตัดสินใจพลาดบ่อยๆ
- หลายครั้งเราไม่กล้าชายหุ้นเมื่อหุ้นลง (ไม่ขายไม่ขาดทุน)
Ex มะนาว ซื้อมา 5 บาท ขายที่ 4 บาท ก็ขาดทุนไม่กล้าขาย (รอขึ้นมา 5 บาทค่อยขาย)
- หุ้นลงมามากก็ยิ่งตัดสินใจลำบาก

วีธีการลงทุน DSM
- สร้างระบบป้องกันตัวไว้อย่างแยบยล >> ตัดการขาย 10% >> ช่วยสร้างกระแสเงินสดแฝง
- ประกันความเสี่ยงหุ้น และมีหุ้นเหลือ 90%
- ปฎิบัติตามแผน (เมื่อถึงเวลาขายก็ขาย เมื่อถึงเวลาซื้อก็ซื้อ)

- ต้องมีแผนการก่อนการลงทุนในหุ้น
- หุ้นลงทำอย่างไร ,หุ้นขึ้นทำอย่างไร
- จำกัดเงิน และอารมณ์ตามตลาดหุ้น >> ประสบความสำเร็จตามแนวทางนี้

- การลงทุนควรเป็นแบบ อัตโนมัติ >> ไม่ต้องใช้ความคิด >> เป็นไปตามระบบ
- สร้างระบบ >> ทำหน้าที่แทนเรา

- การลงทุน DSM >> ไม่มีทุนเดิน
- ซื้อมาแล้ว ลบราคาซื้อออกไป
- ราคาขายขึ้นอยู่กับราคาในแต่ละวัน
- ราคาซื้อคืน (ซื้อแล้วได้กระแสเงินสดแฝง) >> เป็นไปตามแผนที่วางไว้

DSM [12] - หลักการซื้อคืน 3 แบบ
หลัการซื้อคืน มี 3 แบบดังต่อไปนี้
1. ซื้อคืนเมื่อราคาต่ำว่าที่ขาย 5 ช่อง
2. ซื้อคืน เมื่อซื้อกลับมาได้รวดเดียว 3 ราคาที่ขายไป
3. ซื้อคืนเมื่อ หุ้นขึ้นจากจุดขึ้นมา 4 ช่อง
Ex ซื้อหุ้นที่ราคา 10.00 บาท จำนวน 10,000 หุ้น (10 % = 1,000 หุ้น)
Ex1 - ขายหุ้นตามที่วางแผนไว้ คือขายที่ราคา 9.90 (10 >> 9.95 >> 9.90บาท) และรับหุ้นที่กลับที่ราคา
9.65 (10 >> 9.95 >> 9.90 >> 9.85 >> 9.80 >> 9.75 บาท)
Ex2 - ขายหุ้นทุก 2 ช่อง (ขายที่ราคา 9.90 > 9.85  >9.80 ... >9.55) >> ราคาหุ้นกลับมานิ่งที่ 9.55
สามารถรับกลับได้ที่ 9.90 ,9.80 ,9.70 ซื้อกลับ 3 ไม้ที่ขายไป
Ex3 ขายหุ้นไปตามที่กำหนดไว้ >> แต่มีแรงขายหุ้นอย่างต่อเนื่อง)
-- ไม่ควรไปรับหุ้นกลับ (ต้องรอให้หุ้นลงจนสุด และนิ่ง) >> ราคาเริ่มขึ้นมาที่ 4 ช่อง ค่อยซื้อคืน
Ex3 ขายที่ราคา 9.90 >> 9.80 >> 9.70 >> 9.70 ... >> 9.00 ราคายังไงไหลลงเรื่อยๆ (ขายหมดมือไปแล้ว)
>> ราคาลงมาถึง 8.50 แล้วเริ่มนิ่ง มีแรงซื้อกลับมาที่ 8.70 (8.50 > 8.55 > .. >8.70) >>
ให้ซื้อคืนทั้งหมดกลับไป 10 ไม้
-- ถ้าลงต่อทำอย่างไร >> ให้ขายใหม่โดยเริ่มต้นที่ 8.70 บาทเป็นฐาน

- Ex3 - ใช้กับหุ้นที่มีจำนวนมาก >> หุ้นลง และซื้อกลับได้
- Ex1 - Ex2 - ใช้กับหุ้นที่เราเหลือจำนวนน้อย และส่วนที่เรายังซื้อไม่ได้เป็นกองหลัง (ขายไม่หมด)

- ข้อสังเกตุ ถ้าหุ้นไหลลงแรงมาก >> มีการลงหลายวัน
- ต้องรอให้หุ้นตกลงจนสุด (สะเด็ดน้ำ หรือมีดตกลงบนเขียง) >> ค่อยเข้าไปซื้อคืน >>
ขึ้นมาเขียวอ่อนๆ และขึ้นมา4 ช่อง เพื่อรับปรักันว่าขึ้นจริง >> แต่ถ้าลงก็ขายตามแผน
- วิธีการลงทุน DSM เป็นเพียงแนวคิด
- วิธีการใดที่ดีที่สุด สำหรับแต่ละบุคคลต้องค้นหาด้วยตนเอง

หลักการซื้อคืนข้อใดดีที่สุด ?
- ขึ้นอยู่กับสถาการณ์
- แต่ยึดหลักการ 3 ข้อหลัก
- การซื้อคืนหลังหุ้นขึ้น 4 ช่อง แสดงถึงนัยสำคัญ >> หุ้นมีโอกาสลงต่อน้อยลง
* ห้ามเดาตลาด (ไม่มีอะไรถูก 100%)  - ถ้ามีคงถูกหวย ^ ^

ความสำคัญในการซื้อหุ้นกลับคืน (ตัวอย่าง 1,2) กับการซื้อรวบยอด (ตัวอย่าง 3) แตกต่างกันหรือไม่ ?
- มีความแตกต่างกัน 2 อย่างดังนี้
-- การซื้อคืนแบบรวบยอดจะทำให้มีกระแสเงินสดแฝงมากกว่า
-- การไม่รับซื้อหุ้นคืน จะช่วยในยามที่
--- วงในมีข่าวร้าย และค่อยๆ ระบายหุ้นทิ้ง >> (การซื้อเร็วเกินไป จะจ้องมีการขายหุ้นอีก(ค่อยๆปล่อยของ))
- การซื้อคืน(แบบตัวอย่างที่ 1,2) กับการซื้อคืน(แบบตัวอย่างที่ 3) มีความแตกต่างกระแสเงินสดอย่างมีนัยสำคัญ

สิ่งสำคัญไม่อยู่ที่การซื้อคืน
"เมื่อหุ้นลงต้องขายลงมาเรื่อยๆ ตามแผนแล้วรีบซื้อกลับคืน" (สำคัญมากกว่าวิธีการซื้อหุ้นกลับคืนใดๆ)

DSM : Densri Method : EP3

DSM [7] - เริ่มต้นลงทุน DSM
- เมื่อเลือกหุ้นที่จะลงทุนในแบบ DSM แล้ว >> ถึงเวลาเข้าซื้อหุ้น

กฎของการลงทุนหุ้น DSM
- ซื้อให้ถูกกว่าขาย
- เวลาไม่จำกัดในการซื้อคืน (ตลาดชีวิต)

- ตอนเริ่ม >> ถ้าสามารถซื้อหุ้นในราคาที่ต่ำ >> หุ้นขึ้น >> มีกำลังใจในการลงทุนรูปแบบ DSM มาก >>
แล้วจะทำอย่างไร >> วิธีง่ายๆ
- หุ้นขึ้นกอดหุ้นวิ่ง
- หุ้นลงลงทุนด้วยวิธี DSM
- การซื้อในราคาต่ำเหมาะสม >> ไม่จำเป็นต้องซื้อในราคาต่ำที่สุด
* ไม่มีใครสามารถซื้อในราคาต่ำสุด และขายในราคาสูงสุดของราคาหุ้นได้

จะรู้ได้อย่างไรเวลาไหนควรซื้อ
- ประสบการณ์ >> จะเป็นตัวบอกเองว่าให้ซื้อตอนไหน
-- ไม่มีกฎตายตัว (ถ้ามีทุกคนรวยกันหมดแล้ว)
- เราไม่สามารถหาจุดซื้อที่ประกันได้แน่นอน (ว่าหุ้นจะขึ้น หรือลง)
- หาขจุดซื้อในหุ้นที่มีการขยับขึ้น (เขียวเริ่มอ่อน และราคาถูก)
- อาจฝืนความรู้สึกของคนบางคน
- ถ้าเคยซื้อที่ราคาถูก แล้วราคาลงมาอีก จะเข้าใจ

- ทุกสิ่งทุกอย่าง สำคัญที่จุดเริ่มต้น (สำคัญที่ก้าวแรก (ก้าวเดินด้วยความมุ่งมั่น))
- นักลงทุนสามารถสร้าง Model Trade ของแต่ละคนได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป
- ตอนแรกอาจมีล้ม แต่เราก็พยายามลุกขึ้นอีก จนสามารถวิ่งได้โดยอัตโนมัติ

DSM [8] - กลยุทธ์เมื่อหุ้นลง
- ลงทุนในหุ้นแล้ว (เราไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่า หุ้นขึ้น หรือลง)
- ดังนั้นจึงควรมีกลยุทธ์ไว้เตรียมรับมือ

Ex สมมุติ ซื้อหุ้นที่ราคา 10.00 บ. จำนวน 10,000 หุ้น
-- ราคาที่จะขายคือ ราคาBid ส่วนราคาที่จะซื่อคือ ราคาOffer
-- วิธีการคือ ถ้าราคาที่ื้ซื้อต่ำกว่า 2 ช่อง ให้ขาย10% >>
ขายครั้งแรกต้อง 2 ช่อง เพราะหุ้นลงจริง ไม่ได้ลงหลอกๆ จะได้ไม่เสียหุ้นง่ายเกินไป >>
และอย่ากลัวการขายเมื่อหุ้นลง(แดง) >> อย่ากลัวว่าซื้อหุ้นคือไม่ได้ >>
ไม่สามารถซื้อหุ้นคืนได้ตลอดเวลาที่ต้องการ >> เดินตามแผนการลงทุนที่ทำไว้

- ถ้าราคาลงมาแบบนี้
-- ราคาลงมา 2 ช่องแล้ว ขายเลยดีไหม (อย่าใจร้อน รอดูอีกนิด)
-- ก่อนจะขายหุ้น (กรณีนี้ขาย 1,000 หุ้น (10%)) >> พิจารณา Vol. Bid ว่ามีมากแค่ไหน >>
ดูด้วยว่ามีคนขายที่ 9.90 หรือยัง
-- อย่าขายเป็นคนแรกเพราะจะถูก กลต. เพ่งเล็งว่า (มีเจตนาทุบราคา)

- ถ้าสักพักราคาเป็นแบบนี้
-- จับตาดู ถ้าเห็นว่ามีการขายครั้งละ หมื่นๆหุ้น ให้รีบขาย
-- ตรงนี้มือใหม่ทำได้ยาก (อย่าลังเลที่จะขาย) >> ถ้าขายที่ราคา 9.90 ไม่ทัน เท่ากับเราขาดทุนไป
0.05 บาทต่อหุ้น จากความลังเล
Ex ซื้อมะนาวลูกละ 5 บาท (ควรขายที่ราคา 4 บาท/ลูก ไม่ใช้ราคา 3 บาท/ลูก)
-- สามารถลดลดความลังเล และความกลัวได้ >> เมื่อเราเห้นราคา Bid ต่ำกว่า ก็สามารถขายได้เลย
-- หลังจบการขาย ให้กำหนดจุดซื้อคืนไว้ที่ 3 ช่องจากราคาขาย (9.75 บาท) ราคานี้ให้ซื้อทันที

- ถ้าสักพักราคาเป็นแบบนี้

วิธี DSM คือรอ ไม่ต้องทำอะไร (ราคายังไม่ลงจากจุดเดิมที่ขายไป)
- แต่ถ้าเห็นว่ายังคงมีแรงขายต่อเนื่อง ให้ขายที่ 9.85(5%) และขายที่ 9.80(5%) รวมเป็น 10%

- คำถาม ใช้กองหลัง 20% ในเวลาปกติ
-- ขายทุก 2 ช่อง และรับซื่อคืนทุก 3 ช่องราคา
-- ถ้าเป็นขาลงในขาลงจริงต้องขายให้เร็ว
-- ขายให้มากที่สุด (อาจมากถึง 10% ,20% ,25% ,50% ,100%) ในไม้เดียวก็ได้
* ห้ามเดาตลาดเด็จขาด

- จากข้อความข้างต้นจะเห็นว่า (ขายทุก 2 ช่อง >> รับซื้อคืน 3 ช่อง) >>
สามารถขยายช่องเหล่านี้ได้ เ
EX ขายทุก 2 ช่อง >> รับซื้อคืน 3 ช่อง เปลี่ยนเป็น ขาย 3 ช่อง ซื้อคืน 5 ช่อง
- ถ้าขายไม่ทันตามช่องที่กำหนด >> ให้ขายในราคาที่เห็น (อาจลงมา 4 - 5 ช่องก็ตาม)
- ถ้าผิดแผนที่ไม่สามารถรับหุ้นกลับมาได้ตามแผน (3 ช่อง) >> สามารถเปลี่ยนเป็นการกำหนด
ว่าจะรับกลับกี่ % >> ตั้งกฎว่าจะรับกลับ 3% ,5% ,7% ก็เป็นได้
- มีคำกล่าวไว้ว่า "หุ้นขึ้นกล้าซื้อ หุ้นลงกล้าขาย"

DSM [9] - DSM วัวเนื้อ หรือวัวนม
เปรียบเทียบแนวคิด DSM ระหว่าง การขุนวัวเนื้อ และการรีดนมวัว

- DSM ไม่ได้ทำให้รวยทันที >> กระบวนการทำให้มีอิสรภาพการเงินในเวลาที่กำหนด
- ระะหว่างทางเดิน มึสุขภาพจิต และสุขภาพที่ดี
- เปรียบเสมือน มีความสุขทางกาย และใจ

- การซื้อขายหุ้นแบบเกร็งกำไร เปรียบเหมือน ขุนวัวเนื้อให้อ้วนแล้วไปชำแหละ
- การเก็บหุ้นปันผล เปรียบเหมือน การเลี้ยงวัวนมเพื่อรีดนมวัว
- การขายวัวเนื้อ >> ได้เงินมากมาย (ครั้งเดียว)
-- ถ้าขุนวัวเนื้อ >> โชคร้ายวัวติดโรค >> วัวไม่กินอาหาร(ผอม ขายไม่ได้) >> ผู้เลี้ยงลำบากใจ >>
หมายถึงขาดทุน >> ถ้าวัวมีปัญหา โรคเริ่มติดคนเลี้ยง >> คนเลี้ยงจะทยอยขายวัวออกไป จนหมด >>
รอวันที่หายจากโรคติดต่อหาย >> กลับมาเลี้ยงวัวเนื้อเหมือนเดิม

- การรีดนมวัว >> ได้เงินน้อย (แต่สม่ำเสมอ) + ได้ลูกวัวเป็นของแถม >> ถ้าลูกวัวตัวสามารถรีดนมได้เพิ่ม
>> ถ้าเป็นวัวตัวผู้พันธุ์ สามารถเก็บไว้ทำพันธุ์ หรือขายก็ได้
-- การรีดนมวัวทุกวัน เปรียมเหมือน กระแสเงินสด
-- การเลี้ยงวัวนมและได้ลูกวัว เปรียบเหมือน การได้หุ้นฟรีจากกระแสเงินสดแฝงที่สะสม
-- การลงทุนกับหุ้น DSM และยังคงแนวคิดเป้าหมายในการเป็นเจ้าของวัวนม >>
แม้ระหว่างทางจะขายวัวตัวผู้บ้าง >> เงินที่ได้ก็นำกลับมาซื้อแม่วัวนม

- ข้อดีของระบบ DSM คือ
-- มีกระบวนการป้องกันไม่ให้ใครมา ยุ่งเกี่ยวกับหุ้นของเรา
-- ช่วยให้สนชื่นเบิกบานกับหุ้นได้ทุกวัน (ความสุขที่แท้จริง)
-- อย่าลืมเมื่อมีอิสรภาพทางการเงินแล้ว มีเป้าหมายอะไรต่อไป
-- เป้าหมายที่แน่ชัด ช่วยให้เรามีวินัย และเดินต่อไปถึงจุดหมาย
-- "ซื่อสัตย์ต่อตนเองในอนาคน" ไม่ควรซื่อสัตว์ต่อตนในอดีต

DSM [10] - Warren Buffett ลงทุนวิธี DSM ด้วยหรือไม่ ?
- "My favoriyte time frame for holding a stock is forever" >> "เวลาที่ผมชอบที่สุดคือ
เวลาที่ผมถือหุ้นไว้ตลอดเวลา" >> ประโบคนี้คือ หัวใจที่ทำให้ Warren Bufett ทำการไรจากตลาดได้มาก
- Warren Bufett ลงทุนในแนวคนรีดนมวัว (เลือกหุ้นที่มีอนาค)
- เป็นแนวคิด เช่นเดียวกับ DSM (ถึงแม้วิธีการแตกต่างกัน แต่จุดมุ่งหมายเดียวกัน)
- ส่วนวิธีการของใครจะประสบความสำเร็จมากกว่ากัน ต้องใช้เวลาพิสูจน์
- ดั่งคำกล่าว "การเวลาพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน"
- วีธีการลงทุนแบบ DSM ทำให้มีคำกล่าวโดยเฉพาะว่า
"My favoriyte time frame for trading on DSM is forever"

การจะใช้วิธีลงทุนแบบ DSM ให้สำเร็จ
- ต้องลืมเรื่องเวลา ,ลืมเรื่องกำไรขาดทุน
-- นักลงทุนที่ติดดอยอยู่ >> ลองถามตัวเอง >> กังวลใจเพราะอะไร >> เพราะราคาหรือเวลา
- ถ้าตั้งใจลงทุนแบบ DSM ห้ามเลิกกลางคันเป็นอันขาด >> เพราะต้องลงทุนตลอดชีวิต >>
ต้องเลือกหุ้นที่อยู่กับเราไปจนวันตาย >> เหมือน Warren Bufett เลือกหุ้นที่อยู่กับตนเองตลอดชีวิต