DSM [33] กลยุทธ์หุ้น DSM สู้ศึก XD อย่างไร
- การลงทุน DSM คือลงทุนตามแผนที่วางไว้
- เมื่อเข้าสู่ช่วง มี.ค พ.ค ของปี มักมีเงินปันผล
- ราคาหุ้นมักลง เท่ากับเงินที่ได้ปันผล
- ถ้าไม่อยากได้เงินปันผลทำอย่างไร โดยมีเเหตุผลดังนี้
-- ไม่อยากรอรับเงินปันผลหลังจากวัน XD ไปอีกอย่างน้อย 2-4 สัปดาห์
-- เงินปันผลที่ได้ เสียภาษี ณ ที่จ่าย 10% ของเงินปันผล
-- หุ้นบางตัวมีเครดิตภาษี บางตัวไม่มี ทำให้ไม่ได้รับผลประโยชน์จากการขอรับเครดิตภาษีเต็มที่
-- นักลงทุนบงคนไม่ต้องการเครดิตภาษี >> เนื่องจากมีฐานภาษีที่สูงอยู่แล้ว หรือเหตุผลส่วนตัวอื่นๆ
-- ต้องการรับกระแสเงินสดแฝงมากว่าเงินปันผล
จึงมีที่มาว่าถ้าหุ้นขึ้นเครื่องหมาย XD จะลงทุนวิธี DSM อย่างไร ?
- คุณ Vprewat(หนึ่งในศิษย์เอง) ได้ทดลองกับหุ้น A จึงมีที่มาของกลยุทธ์
-- ได้ทดลองขายหุ้นทั้งหมด 100% ก่อนขึ้นวัน XD โดยผลที่ได้น่าจะได้รับกระแสเงินสดแฝงมากกว่าปันผล
-- ผลที่ได้เป็นอย่างไร
Ex - หุ้น A ปันผล 3.25 / หุ้น จ่ายเงินปันผลวันที่ 11 พ.ค
- ราคาหุ้นปิดวันที่ 31 มี.ค ราคา 162 วันขึ้น XD ราคาเปิด 161 ,สูงสุด 168 ,ต่ำสุด 161 ,ราคาปิด 166
- ดังนั้น วันนี้ได้รับเงินปันผลฟรี และส่วนต่างราคาอีก 4 บาท
- รวมจะได้เงินวันนี้ 7.25 / หุ้น
- มีหุ้นอีกหลายตัว ที่ลงเท่ากับเงินปันผล หรือมากกว่าเงินปันผล
- จากตัวอย่างแสดงว่าอย่าคาดเดาตลาด อาจทำให้เสียหุ้นในมือทั้งหมด 100%
- นักลงทุนหุ้น DSM มีหุ้นในมือก่อนวันขึ้น XD ทำอย่างไร
-- ควรขายทำประกันก่อน XD สัก 2-3 วันก่อนวันขึ้นเครื่องหมาย
-- ทำประกันเอาไว้ 30 % ของพอร์ต ถือรับปันผล 70% ของพอร์ต
เหตุผลสนับสนุน
- 30% เป็นจำนวนหุ้นที่เรายินดีทิ้งไว้เป็นกองหลัง
- เงินปันผล DSMer ถือเป็นเงินฟรี
- ถ้าหุ้นวิ่งขึ้น แทนที่จะลง เราจะได้ปันผลเพิ่มขึ้น
- ถ้าหุ้นวิ่งลง เราได้ขายหุ้นออกไปก่อน 30 %(ได้ราคาดีด้วย)
- DSMer บางท่านอาจไม่ต้องทำตามกลยุทธ์นี้ก็ได้
-- ถือหุ้นรับปันผล 100%
- หุ้นที่วิ่งสวนวัน XD ส่วนมากเป็นหุ้นพลังงาน
หมายเหตุ
- นักลงทุน DSMer ควรคิด และพิจารณา พร้อมการวางแผนรับมือไม่ว่าหุ้นขึ้นหรือลง
- XD = Excluding Dividend = ผู้ซื้อหุ้นในวันแขวนป้ายไม่มีสิทธ์ได้รับเงินปันผล ตามที่บริษัทประกาศจ่าย
-- หากต้องการรับเงินปันผลต้องซื้อหุ้นก่อน หรือซื้อช่วงมีข่าว XD (เมื่อข่าวออก หุ้นมักแพงรับข่าว)
DSM [34] กลยุทธ์หุ้น DSM สู้ศึก XR ทำอย่างไร?
- ทำอย่างไร เมื่อมีการขอเพิ่มทุน
- หัวข้อได้รับแรงบันดาลใจจาก Minibar (หนึ่งในศิษย์เอง)
- หลักการข้อหนึ่งของ DSM คือ ไม่ควรเพิ่มเงินลงทุน
- ถ้ามีกระแสเงินสดแฝงสามารถเพิ่มทุนได้ทันที
- ถ้าไม่มีกระแสเงินสดแฝงสำหรับเพิ่มทุนทำอย่างไร ?
1.) ขายหุ้นตัวนั้นออก ให้มากและเร็วที่สุดเมื่อรู้ข่าว (ขายตามแผน 10% ,20% ,50% ,100%)
-- รอจนกว่าหุ้นเพิ่มทุนจะเข้ามาซื้อขายในตลาด
-- ซื้อในราคาที่เหมาะสมหลังเพิ่มทุนตามสัดส่วน
-- รอจังหวะซื้อคือ เมื่อหุ้นกำลังเขียวๆ
หรือ
2.) ทำการขายหุ้นตัวนั้น ตามแผนที่วางไว้
-- แต่ยังอยู่ในเงื่อนไขไม่มีเงินซื้อหุ้นเพิ่มทุน ,ไม่สามารถที่จะหากระแสเงินสดแฝงจากตัวมันเองได้
ในระยะเวลาก่อนขึ้นเครื่องหมาย XR ไม่มีเงินพอไปจ่ายค่าหุ้นเพิ่ม
-- หลังจากได้กระแสเงินสดแฝงการจากการพอร์ต ทั้ง 100% ก่อนวันขึ้น XR เพื่อจะได้ไม่เพิ่มทุน
-- ไปรับหุ้นกลับหลังจากที่หุ้นลูก ได้เข้าทำการซื้อขายในตลาดแล้ว
-- ซื้อหุ้นเขียวตอนกำลังจะขึ้น
-- จะได้กระแสเงินสดแฝงเพิ่ม จำนวนหุ้น โดยไม่เพิ่มเงิน
Ex หุ้น A ประกาสเพิ่มทุน แล้วหุ้นตก
- วันที่จะขึ้น XR วันที่ 9 มี.ค อัตราส่วน 4 : 1 @ 1.71 บาท (หุ้นเดิม 4 ซื้อหุ้นใหม่ 1 ราคา1.71)
- วันจองจ่ายค่าหุ้นเพิ่ม 24 - 30 มี.ค
- ถ้าใครถือหุ้นวันที่ 9 มี.ค ไม่จ่ายค่าหุ้นเพิ่ม ก็ไม่ได้หุ้นใหม่
- ราคาวันที่ 8 มี.ค ราคา 2.42 ราคาปิดวันที่ 9 มี.ค 2.44 สูงสุด 2.56 ต่ำสุด 2.40 ราคาปิด 2.40
วิธีคำนวณ ราคาที่เหมาะสมสำหรับการเพิ่มทุน
- 4 หุ้น ต่อ 1 หุ้น ราคา 1.71 จะได้ราคาเฉลี่ย
- (4 x 2.42 + 1.71 x 1 /5) = 2.28 บาท
- ถ้าราคาหลังตลาดหลักขึ้นเครื่องหมาย XR ราคาเท่ากับ 2.28 บาท ถือเป็นราคาเหมาะสม
- ถ้าสามารถซื้อ หุ้น หลังจากหุ้นลูกจาย ต่ำกว่า จะดี
- หลังจากวันที่หุ้นลูกของ A ทำการซื้อขาย จำนวน 151,387,893 หุ้น วันที่ 20 เม.ย
- ผลของราคาเปิด 2.04 บาท สูงสุด 2.20 บาท ต่ำสุด 2.00 ราคาปิด 2.10
- เปรียบเทียบ ตั้งแต่วันที่ 3 ก.พ ราคาปิด 2.76 (Hi) ถึงวันที่ 8 มี.ค ราคา 2.42 (วันขึ้นเครื่องหมาย XR)
- 1 เดือนผลต่าง 2.76 - 2.42 = 0.34 คิดเป็น 12.31 %
- เราสามารถสร้างกระแสเงินสดแฝงได้ 12.31 % หรือไม่
เป็นการยกตัวอย่าง ไม่ได้แสดงว่าหุ้นทุกตัวจะมีรูปแบบราคาแบบนี้
*หมายเหตุ
- XR = Excluding Right = ผู้ซื้อหุ้นในวันที่แขวนป้ายนี้ จะไม่มีสิทธิในการจองซื้อหุ้นใหม่
ต้องซื้อก่อน หรือช่วงซื้อก่อนแขวนป้าน
- H = Halt Trade = เครื่องหมายแสดงให้นักลงทุนทราบว่า หลักทรัพย์ดังกล่าว อยู่ระหว่างห้ามซื้อขาย
DSM [35] SET DSM index ?
- วิธีคิด ดัชนี DSM ของพอร์ต
วัตถุประสงค์
- เพื่อไม่ให้เรา DSMer หลงไปยึดติดกับ SET INDEX
- เพื่อทำให้ทราบว่าแต่ละวัน ระบบ DSM ของเราเปลี่ยนแปลงอย่างไร
การคำนวณดัชนีหุ้นมีหลายวิธี แต่ละวิธีมีข้อดีข้อด้อย
- วิธีแบบแรกคือ Price Weight คิดแค่ราคาหุ้นอย่างเดียว
Ex - ข้อมูลวันแรกเริ่มทำ DSM
-- A ราคา 12 บาท,B ราคา 32 บาท ,C ราคา 9 บาท
-- นำราคาทั้งหมดมาหารด้วยหลักทรัพย์
-- (12 + 32 + 9 / 3) = 17.67 นี้คือค่าดัชนีเริ่มต้น
- ถ้าข้อมูลปัจจุบันเป็น
-- A ราคา 11 บาท,B ราคา 37 บาท ,C ราคา 10 บาท ,D ราคา 9 บาท
-- (11 + 37 + 10 + 9 / 4) = 16.67 นี้คือค่าดัชนี ณ ปัจจุบัน
- แสดงให้เห็นว่า ดัชนี DSM ตั้งแต่เริ่มต้น จนถึงปัจจุบัน ลงลด 1.00 จุด คิดเป็น 5.66%
- ุถ้าคิดวิธีนี้มูลค่าพอร์ต ต้องลดลง 5.66% ด้วย
- แต่ความจริงไม่ใช้ เพราะ จำนวนหุ้นแต่ละตัวไม่เท่ากัน
- สูตรคำนวณที่ตลาดใช้อยู่คิดแบบ Market Value Weight
- โดยให้น้ำหนัก และจำนวนหุ้นคำนวณด้วย
- หุ้นใหญ่จึงมีผลต่อดัชนี
วิธีที่เหมาะสมคือนำ จำนวนหุ้น และราคามาคิด
Ex2 - ข้อมูลวันแรกเริ่มทำ DSM
-- A ราคา 12 x 10,000 = 120,000บาท
-- B ราคา 32 x 3,000 = 96,000บาท
-- C ราคา 9 x 10,000 = 90,000บาท
-- สมมุติว่าไม่ได้คิดค่าคอมมิชั่นลงในตัวอย่าง
-- ราคารวมทั้ง 3 หุ้นเท่ากับ 306,000 บาท เป็นตัวอ้างอิง
-- สมมุติให้ Set DSM Index ดัชนีเริ่มต้น = 100 จุด
- ถ้าข้อมูลปัจจุบันเป็น
-- A ราคา 11 x 11,000 = 121,000บาท
-- B ราคา 37 x 3,000 = 110,000บาท
-- C ราคา 10 x 4,000 = 40,000บาท
-- D ราคา 9 x 5,000 = 45,000บาท
-- ราคารวมทั้ง 4 หุ้นเท่ากับ 317,000 บาท
- Set DSM Index ณ ปัจจุบัน = (317,000 x 100) / 306,000 = 103.59 (เท่ากับเพิ่มขึ้น 3.59)
- มูลค่าพอร์ต ก็ควรจะเพิ่มขึ้น 3.59% เช่นกัน
- ไม่สามารถ นำ Set Index มาดูเพื่อนเป็นตัวอย่างอ้างอิงกับพอร์ต DSM ได้ (เพราะคิดจากหุ้นทั้งหมด)
- เราควรทำ Set DSM Index ไว้คอยเปรียบเทียบ ด้วยตนเอง
- เมื่อเวลาเปลี่ยนไป จะทำให้เราทราบว่า DSM ที่ทำ เปลี่ยนแปลงอย่างไร
- ถ้าจะให้เป็นจริงมากขึ้น เราควรนำกระแสเงินสดแฝงไส่เข้าไปด้วย
สรุป สูตร Set DSM Index ดังนี้
- Set DSM Index =
[ผลรวม(จำนวนหุ้น A x ราคาหุ้น A) + เงินสดคงเหลือ] x 100 / ผลรวม[จำนวนหุ้น B x ราคาหุ้น B]
- B แทนจำนวนหุ้นวันแรกที่เริ่มทำ , A = หุ้นในพอร์ต ณ ปัจจุบัน
- เงินสดคงเหลือ = เงินสดทั้งหมด - เงินออม 25% - เงินค่าใช้จ่าย 25%
- หวังว่าคงเป็นประโยชน์ต่อชาว DSMer
- คอยดูการเปลี่ยนแปลง Set DSM index เพื่อไม่ไห้ Set index หลอกเรา
วันนี้นักลงทุน DSMer มี Set DSM index หรือยัง ?
DSM : Densri Method : EP10
DSM [30] DSM Music Theory
- ธรรมชาติของตลาดหุ้น >> การลงทุนแบบมีโน๊ตดนตรี (มีเสียงสูง ต่ำ)
-- หุ้นหนึ่งตัว ไม่มีวันขึ้น หรือลงตลอด
-- ในหนึ่งวัน จะมีทั้งหุ้นขึ้น และหุ้นลง
การลงทุนหุ้นแบบ โน๊ตดนตรี มีเสียงสู้ต่ำ เปรียบเหมือน ราคาสูง ต่ำ,เขียวแดง
หลักการคือ
- เลือกหุ้นที่ต้องการเป็นเจ้าของกิจการมา 30 ตัว >> ให้จับตาหุ้น
- เริ่มต้นจากตัวใดตัวหนึ่งก่อน ,หรือหลายตัวก็ได้
- หลังจากที่ขายหุ้นกองหลังออกไป
-- สามารถเอาไปลงทุนหุ้นตัวใหม่ >> ที่เราสนใจ ตัวไหนกำลังเขียว >> ให้เอาเงินที่ขายจากกองหลัง
ซื้อได้เลย
-- ก่อนขายหุ้นตัวหนึ่ง แล้วมีการวางแผนจะซื้อตัวใหม่ไว้แล้ว อย่างนี้เรียก DSM Master
-- มือใหม่หัดลงทุน ควรรอว่าถ้ากองหลังซื้อคืนไม่ได้ >> ค่อยซื้อเพิ่มหุ้นตัวใหม่ >> เป็นการสร้างวงดนตรี
โดยการเพิ่มโน๊ตทีละตัว
-- DSM Master สามารถขายกองหลัง แล้วไปซื้อหุ้นตัวใหม่ได้เลย (มีฐานข้อมูลว่าสำคัญ)
-- ฐานข้อมูลเมื่อลงทุนเป็นเวลา 2 ปี จะสามารถเปลี่ยน Basic >> Master อัตโนมัติ
- หุ้นเท่ากับหุ้น หุ้นทุกตัวเป็นตัวเดียวกัน แต่ต่างที่ระดับราคา
เราสามารถสร้างวงดนตรีจากพอร์ตหุ้น DSM Music Theory รับรองว่าได้รับกระแสเงินสดมากกว่า Basic
- การทำตามสูตร 3-0-2-8 ผสมกับวิธีลงทุนหุ้นแบบ DSM Music Theory >> ทำให้นักลงทุนรอดพ้น
จากตลาดหุ้น ไม่ว่าจะเป็น ขาขึ้น หรือลง
- สามารถที่จะมีรายได้ และกระแสเงินสดแฝงทุกวัน
- เมื่อลงทุนวิธี DSM เป็นเวลา 2 ปี จะทำให้เข้าใจประโยคที่ว่า
"ไม่ได้สร้างรายได้จากหุ้นในปัจจุบัน แต่เป็นการสร้างรายได้จากฐานข้อมูลในอดีตที่ผ่านมา"
ข้อแนะนำสำหรับการสร้างวงดนตรีพอร์ตหุ้น
- นักลงทุนต้องจำกัดจำนวนเงินในพอร์ต
- การซื้อขายหุ้นในพอร์ตวง ดนตรีไม่ควรมีการซื้อขายเกิน 1.5 เท่า ของวงเงินเริ่มต้น
- สามารถทำให้ซื้อหุ้นกลับ ได้ครบทุกตัวที่ขายเมื่อเวลาหุ้นลง
- ลงทุนในหุ้นที่เราเลือกไว้เท่านั้น อย่าออกนอกแนว
- อาจเกิดปัญหาพอร์ตหุ้นขาดเงินหมุนเวียน
- ถ้าตลาดอยู่ในแนวโน้มขาลง การลงทุนด้วยวิธีนี้อาจไม่ดีนัก
- หุ้นส่วนมากลงตามตลาด
- ให้หุ้น คงอยู่ในหุ้นของมันเอง อย่าเปลี่ยนหุ้นเร็วจนเกินไป
DSM [31] DSM Double Theory ?
- คนคิดวิธี DSM Double Theory นี้คือ คุณลำซี(หนึ่งในศิษย์เอก DSM)
- วิธีนี้เหมาะ กับการลงทุนตอน Sideway ,กับหุ้นขาลงที่กำลังจะขึ้น
- เป็นการผสมระหว่างวิธี DSM และการเก็งกำไร >> โดยใช้ประโยชน์จากกองหลัง
- วิธีนี้ต้องมีเงินลงทุนหนึ่งก้อน เพื่อเก็งกำไรอย่างเดียว
- เป็นวิธีที่ทำให้เราเป็นนักเก็งกำไร โดยใช้ประโยชน์จากวิธีลงทุน DSM
- วิธีนี้สามารถประยุกต์ใช้กับ Day Trade ได้
DSM Double Theory
- ใช้ประสบการณส่วนตัวเป็นตัวประกอบในการเก็งกำไร
- ไม่ต้องการลงรายละเอียด เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน
- ต้องการให้เป็นนักลงทุน DSM โดยสร้างรายได้จาก กระแสเงินสดแฝง และเงินปันผล
- ร่วมเดินทางไปสู่อิสรภาพทางการเงิน พร้อมๆกับ สมาชิก ของห้องสินทร จาก Pantip
DSM [32] DSM Double Pyramid Theory ?
- เป็นการบริหารพอร์ตหุ้น DSM อีกแบบหนึ่ง
- เพิ่มประสิทธิภาพการลงทุนให้สูงสุด
- นักลงทุนส่วนมาก มูลค่าพอร์ตลดตอนขาลง
- DSM ไม่สนใจมูลค่าพอร์ต
- เป็นที่มาของการลงทุนแบบ DSM Double Pyramid theory
- Double (คู่ หรือสอง) Pyramid (พีรามิด)
- พีรามิดมีฐานที่กว้าง แต่ยอดเล็ก
- สามารถนำมาประยุกต์ใช้ ในการลงทุนได้
- แนวคิดการลงทุน มองแบบ Pyramid
- เวลาหุ้นขาขึ้น ซื้อหุ้น ซื้อแบบ Pyramid ตัวตั้ง ซื้อบบฐานกว้างยิ่งขึ้นยิ่งซื้อ
- ซื้อน้อยลงเป็นสัดส่วน
- เวลาหุ้นเป็นขาลง ขายเป็น Pyramidแบบหัวกลับ โดยขายครั้งแรกปริมาณมาก
- ขายตามสัดส่วนที่ลดลง
- ลงทุนตามวิธีนี้เป็นการ เพิ่มประสิทธิภาพ ในการลงทุนแบบ DSM ได้มากทั้งขาขึ้น และขาลง
- Pyramid สามารถทำให้การลดลงของมูลค่าพอร์ต ตอนหุ้นขาลง ลดลงน้อยกว่า Basic DSM
- ไม่สามารถเขียนวิธีได้ แต่เขียนเป็นแนวคิดได้ อาจทำให้นักลงทุนสับสนกับ Basic DSM
- ต้องการเสนอว่า การลงทุนแบบ DSM สามารถประยุกต์ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดได้
- ธรรมชาติของตลาดหุ้น >> การลงทุนแบบมีโน๊ตดนตรี (มีเสียงสูง ต่ำ)
-- หุ้นหนึ่งตัว ไม่มีวันขึ้น หรือลงตลอด
-- ในหนึ่งวัน จะมีทั้งหุ้นขึ้น และหุ้นลง
การลงทุนหุ้นแบบ โน๊ตดนตรี มีเสียงสู้ต่ำ เปรียบเหมือน ราคาสูง ต่ำ,เขียวแดง
หลักการคือ
- เลือกหุ้นที่ต้องการเป็นเจ้าของกิจการมา 30 ตัว >> ให้จับตาหุ้น
- เริ่มต้นจากตัวใดตัวหนึ่งก่อน ,หรือหลายตัวก็ได้
- หลังจากที่ขายหุ้นกองหลังออกไป
-- สามารถเอาไปลงทุนหุ้นตัวใหม่ >> ที่เราสนใจ ตัวไหนกำลังเขียว >> ให้เอาเงินที่ขายจากกองหลัง
ซื้อได้เลย
-- ก่อนขายหุ้นตัวหนึ่ง แล้วมีการวางแผนจะซื้อตัวใหม่ไว้แล้ว อย่างนี้เรียก DSM Master
-- มือใหม่หัดลงทุน ควรรอว่าถ้ากองหลังซื้อคืนไม่ได้ >> ค่อยซื้อเพิ่มหุ้นตัวใหม่ >> เป็นการสร้างวงดนตรี
โดยการเพิ่มโน๊ตทีละตัว
-- DSM Master สามารถขายกองหลัง แล้วไปซื้อหุ้นตัวใหม่ได้เลย (มีฐานข้อมูลว่าสำคัญ)
-- ฐานข้อมูลเมื่อลงทุนเป็นเวลา 2 ปี จะสามารถเปลี่ยน Basic >> Master อัตโนมัติ
- หุ้นเท่ากับหุ้น หุ้นทุกตัวเป็นตัวเดียวกัน แต่ต่างที่ระดับราคา
เราสามารถสร้างวงดนตรีจากพอร์ตหุ้น DSM Music Theory รับรองว่าได้รับกระแสเงินสดมากกว่า Basic
- การทำตามสูตร 3-0-2-8 ผสมกับวิธีลงทุนหุ้นแบบ DSM Music Theory >> ทำให้นักลงทุนรอดพ้น
จากตลาดหุ้น ไม่ว่าจะเป็น ขาขึ้น หรือลง
- สามารถที่จะมีรายได้ และกระแสเงินสดแฝงทุกวัน
- เมื่อลงทุนวิธี DSM เป็นเวลา 2 ปี จะทำให้เข้าใจประโยคที่ว่า
"ไม่ได้สร้างรายได้จากหุ้นในปัจจุบัน แต่เป็นการสร้างรายได้จากฐานข้อมูลในอดีตที่ผ่านมา"
ข้อแนะนำสำหรับการสร้างวงดนตรีพอร์ตหุ้น
- นักลงทุนต้องจำกัดจำนวนเงินในพอร์ต
- การซื้อขายหุ้นในพอร์ตวง ดนตรีไม่ควรมีการซื้อขายเกิน 1.5 เท่า ของวงเงินเริ่มต้น
- สามารถทำให้ซื้อหุ้นกลับ ได้ครบทุกตัวที่ขายเมื่อเวลาหุ้นลง
- ลงทุนในหุ้นที่เราเลือกไว้เท่านั้น อย่าออกนอกแนว
- อาจเกิดปัญหาพอร์ตหุ้นขาดเงินหมุนเวียน
- ถ้าตลาดอยู่ในแนวโน้มขาลง การลงทุนด้วยวิธีนี้อาจไม่ดีนัก
- หุ้นส่วนมากลงตามตลาด
- ให้หุ้น คงอยู่ในหุ้นของมันเอง อย่าเปลี่ยนหุ้นเร็วจนเกินไป
DSM [31] DSM Double Theory ?
- คนคิดวิธี DSM Double Theory นี้คือ คุณลำซี(หนึ่งในศิษย์เอก DSM)
- วิธีนี้เหมาะ กับการลงทุนตอน Sideway ,กับหุ้นขาลงที่กำลังจะขึ้น
- เป็นการผสมระหว่างวิธี DSM และการเก็งกำไร >> โดยใช้ประโยชน์จากกองหลัง
- วิธีนี้ต้องมีเงินลงทุนหนึ่งก้อน เพื่อเก็งกำไรอย่างเดียว
- เป็นวิธีที่ทำให้เราเป็นนักเก็งกำไร โดยใช้ประโยชน์จากวิธีลงทุน DSM
- วิธีนี้สามารถประยุกต์ใช้กับ Day Trade ได้
DSM Double Theory
- ใช้ประสบการณส่วนตัวเป็นตัวประกอบในการเก็งกำไร
- ไม่ต้องการลงรายละเอียด เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน
- ต้องการให้เป็นนักลงทุน DSM โดยสร้างรายได้จาก กระแสเงินสดแฝง และเงินปันผล
- ร่วมเดินทางไปสู่อิสรภาพทางการเงิน พร้อมๆกับ สมาชิก ของห้องสินทร จาก Pantip
DSM [32] DSM Double Pyramid Theory ?
- เป็นการบริหารพอร์ตหุ้น DSM อีกแบบหนึ่ง
- เพิ่มประสิทธิภาพการลงทุนให้สูงสุด
- นักลงทุนส่วนมาก มูลค่าพอร์ตลดตอนขาลง
- DSM ไม่สนใจมูลค่าพอร์ต
- เป็นที่มาของการลงทุนแบบ DSM Double Pyramid theory
- Double (คู่ หรือสอง) Pyramid (พีรามิด)
- พีรามิดมีฐานที่กว้าง แต่ยอดเล็ก
- สามารถนำมาประยุกต์ใช้ ในการลงทุนได้
- แนวคิดการลงทุน มองแบบ Pyramid
- เวลาหุ้นขาขึ้น ซื้อหุ้น ซื้อแบบ Pyramid ตัวตั้ง ซื้อบบฐานกว้างยิ่งขึ้นยิ่งซื้อ
- ซื้อน้อยลงเป็นสัดส่วน
- เวลาหุ้นเป็นขาลง ขายเป็น Pyramidแบบหัวกลับ โดยขายครั้งแรกปริมาณมาก
- ขายตามสัดส่วนที่ลดลง
- ลงทุนตามวิธีนี้เป็นการ เพิ่มประสิทธิภาพ ในการลงทุนแบบ DSM ได้มากทั้งขาขึ้น และขาลง
- Pyramid สามารถทำให้การลดลงของมูลค่าพอร์ต ตอนหุ้นขาลง ลดลงน้อยกว่า Basic DSM
- ไม่สามารถเขียนวิธีได้ แต่เขียนเป็นแนวคิดได้ อาจทำให้นักลงทุนสับสนกับ Basic DSM
- ต้องการเสนอว่า การลงทุนแบบ DSM สามารถประยุกต์ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดได้
DSM : Densri Method : EP9
DSM [26] กระแสเงินสดแฝงในอนาคตคืออะไร ?
- "กระแสเงินสดแฝง" เกิดจากการลดค่าของสินทรัพย์ หรือขายหุ้น
- ซื้อหุ้นถูกกว่าราคาที่ขายไป >> ได้กระแสเงินสดแฝง
- "กระแสเงินสดแฝงในอนาคต" การที่จะได้กระแสเงินสดแฝง ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
- ขายหุ้นในปัจจุบัน แล้วซื้อหุ้นถูกกว่าขายในอนาคต
- เป็นการบริหารพอร์ต ให้เกิดประโยชน์ จากเงินกองหลังให้มากที่สุด
EX - หุ้น A เป็นกองหลัง 3 กอง จากการขายที่ราคา 9.00 ,8.90 ,8.80 กองละ 1000 หุ้น
หุ้นขึ้นไปอยู่ที่ราคา 9.75 กลายเป็นจุด Short หุ้นจุดใหม่ รอบใหม่เพราะราคาสูงกว่า
ราคากองหลังกองแรก 15 ช่อง (9.00 >> 9.75)
- กองหลัง 3 กองที่ถูกทิ้งไว้ระวังหลัง จะทำประโยชน์ได้อย่างไร
- ทำให้เกิดการคำนวณ กระแสเงินสดแฝงในอนาคต มาใช้ ตามแผนของเรา (สมมุติรับคืนทุก 5 ช่อง)
หรือกี่ช่อง แล้วแต่แผนของเรา
การคำนวณกระแสเงินสดแฝงในอนาคต
- ขายที่ราคา 9.00 รับที่ราคา 8.75 (5 ช่อง)
- ขายที่ราคา 8.90 รับที่ราคา 8.65
- ขายที่ราคา 8.80 รับที่ราคา 8.55
- จะได้กระแสเงินสดแฝงในอนาคตทั้งหมด 0.25 x 1000 x 3 = 750 บาท (ยังไมได้หักค่าคอม)
- กองหลังเราทิ้งระวังหลังไว้
- สามารถนำเงิน 750 บาท แบ่งเป็น 50% เอามาลงทุนต่อ ,25%สำรอง ,25%ใช้จ่ายตามสัดส่วน
- เงินกองหลังที่เหลือนำมาเก็บไว้ รับซื้อหุ้นคืนเมื่อถึงจุดที่ต้องซื้อ
- สามารถกำหนดจุดซื้อคืนเป็น 10 ,20 ,40 ช่อง
- การคำนวณกระแสเงินสดแฝงนำมาใช้เพื่อ ลงทุนต่อในปัจจุบันได้เลย
- ทุกครั้งที่เรา ขายหุ้น สามารถคำนวณกระแสเงินสดแฝงในอนาคตได้เลย
- สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ทันที โดยที่ยังไม่ต้องรอรับซื้อหุ้นกลับมา
- ไม่จำเป็นต้องเป็นเฉพาะกองหลังเท่านั้น
- นักลงทุนด้วยวิธี DSM ที่เล่นหุ้นแบบโน๊ตดนตรี
- หลังจากขายกองหลังแล้ว >> สามารถนำไปซื้อหุ้นเขียวอ่อนได้
- การลงทุนแบบนี้ไม่ต้องคำนวณเงินในอนาคต
- การจะได้กระแสเงินสดในอนาคต ต้องลงทุน DSM แบบ Basic
- ติดตามการเล่นหุ้นแบบโน๊ตดนตรี ในตอนที่ DSM[30] - DSM Music Theory
DSM [27] หลักการตัววัดผล DSM ทั้ง 8 ตัว
- การลงทุนหุ้นแบบ DSM กระแสเงินสดแฝงต้องแบ่งเป็นสัดส่วนให้เกิดกระแสสูงสุด
- ตัววัดผล การลงทุนหุ้นแบบ DSM มีอะไรบ้าง
-- เงินสำรองหนี้ 25% ต้องเพิ่มขึ้นทุกเดือน
-- จำนวนหุ้นต้องเพิ่มขึ้นทุกเดือน (ทั้งปริมาณ และชนิดของหุ้น)
-- จำนวนปริมาณ กระแสเงินสดแฝง ที่ได้รับแต่ละรอบของการซื้อคืน >> ต้องมากขึ้นหรือคงที่
-- ปริมาณกองหลังจะต้องลดลงเรื่อยๆ >> เนื่องจากซื้อคืนได้
-- ปริมาณ อสังหาริมทรับย์ และทรัพย์สินอื่นๆดังที่กล่าวต้อง เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
-- หนี้สินที่ เลวต้องทยอยลดลง และหมดไป
-- แหล่งเงินทุน ต้องเพิ่มขึ้นเรือยๆ มีเงินทุนเสนอเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ
-- เงินปันผลเข้ามาทุกปี >> ปริมาณหุ้นเพิ่มขึ้น
- ถ้าเงินปันผล มีมากกว่าค่าใช้จ่ายต่อปี อาจไม่ต้องทำงานธุรกิจเช่าหุ้น
- อาจหยุดพักร้อน เดือน 2 เดือนก็ได้
- เนื่องจากสามารถทำให้คนอื่นมาทำธุรกิจ เช่าหุ้นแทนเราได้
- เราจึงได้มีเวลาไปทำอย่างอื่นที่สำคัญกว่า
ความลับของคนรวยมี 2 ประเภท
- OPT - Other People's Time (เวลาของคนอื่น)
- OPM - Other People's Money (เงินของคนอื่น)
- จะทำอย่างไร ? ถึงเราสามารถใช้กฎ 2 ข้อนี้ได้
- ในอนาคตเราสามารถเปิดบริษัท ที่สอนคนลงทุน DSM สามารถใช้ได้ทั้ง DSM และ OPM ได้
- การลงทุนต้องมีการคุมพอร์ต (มากเกิน >> ทำให้น้อยลง , น้อยเกินทำให้มากขึ้น)
- ตัววัดทุกตัว บอกผลงานไปทางเดียวกัน
- ถ้าเกิดตัวใดตัวหนึ่งผิดไป ถือว่าเกิด Error ให้รีบหาข้อแก้ไข
DSM [28] เคล็ดลับของความสำเร็จ วิธีลงทุนแบบ DSM
- แบ่งเงินเป็นข้อๆ ดังต่อไปนี้
-- เงินฟรี คืออะไร ? ถ้ายังไม่เคยได้ ให้ทำตามแผนการลงทุน แล้วสักวันจะเข้าใจ
-- "เขียวซื้อ - แดงขาย" หรือ"กอดหุ้นวิ่ง ทิ้งหุ้นแดง" ซึ่งคือ DenSri Indicator = DSI
-- หุ้น เท่ากับหุ้น >> มองว่าหุ้นที่เลือกเป็นตัวเดียวกัน >> แต่ต่างที่ระดับราคา
-- ระบบบัญชีสำคัญมาก ในการจับหุ้นซื้อขาย และยังสร้างฐานข้อมูล (Data Base)
ในระยะการลงทุน 2 ปีแรก เป็นการลงทุนที่ถือว่าหวานเมล็ดพันธุ์ หลังจากนั้นคือเก็บเมล็กพันธุ์
จะทำให้รู้ว่า"ไม่ได้สร้างรายได้จากหุ้นในปัจจุบัน แต่เป็นการสร้างรายได้จากฐานหุ้นในอดีตที่ผ่านมาก"
-- สูตร 3-0-2-8
-- ธรรมชาติของการลงทุนหุ้น>> การลงทุนแบบ DSM >> แบบโน๊ตดนตรี (DSM Music Theory)
ซึ่งมีโน๊ตเสียงสูง เสียงต่ำ (ราคาสูง ต่ำ) และหุ้นเขียวแดง
-- การปฎิบัติตามแผน อย่างมีวินัย = การลงทุน (มีจิตใจแนวแน่ มั่นคง ไม่หวั่นไหว ไม่คิดกำไรขาดทุน)
แล้วจะพบวิธีที่เหมาะสม กับคุณ "คิดได้ จดไว้ ลงมือทำ ทบทวน"
ความผิดพลาดไม่น่ากลัว ที่น่ากลัว คือความผิดพลาด และ "ไม่ยึดติดมูลค่า
แต่สนใจการเปลี่ยนแปลงของหุ้น"
DSM [29] สูตร 3 - 0 - 2 - 8 คือ ?
- เป็นวิธีคิด เปรียบเทียบกับกีฬาฟุตบอล (แบ่งเป็นกองหลัง กองกลาง กองหน้า)
3 - 0 - 2 - 8 คืออะไร
- เดิมมี 1,000 หุ้น ทิ้งกองหลังไว้ 300
- อาศัย 700 หุ้นที่เหลือ สร้าง 300 ที่ปล่อยคืนมา (รวมทั้งหมดเป็น 1300 หุ้น)
- ให้มองว่า 10,000 หุ้น ทิ้งกองหลัง 3,000 หุ้น >> ใช้ 7,000 หุ้นที่เหลือ สร้างหุ้นขึ้นมา 3,000 หุ้น
เป็น 10,000 หุ้น (รวมทั้งหมดเป็น 13,000 หุ้น) เอามาแบ่งเป็นกลองกลาง 2,000 หุ้น กองหน้า 8,000 หุ้น
วิธีนี้การจะใช้ต้อง DSMers ระดับ Master
- หรือ จากหุ้น 1,300 หุ้น แบ่งกองหลัง 300 กองกลาง 200 กองหน้า 800 หุ้น
เปรียบเหมือน กองหลัง 3,000 กองกลาง 2,000 กองหน้า 8,000 หุ้น
- สามารถแบ่งขายกองต่างๆ ได้อย่างละ 10%
- หรือ จาก 10,000 หุ้น แบ่งเป็น กองหลัง 3,000 กองกลาง 1,400 กองหน้า 5,600 หุ้น
- ถ้ามอง 100 % จะแบ่งดีงนี้ กองหลัง 30% กองกลาง 20% (14% จากเริ่มต้น)
กองหน้า 80% (56% จากเริ่มต้น)
- และก่อนทำแบบนี้ ไปเรื่อยๆทุกรอบ ที่ห่างจากกองหลัง 15 ช่องถือเป็นช่องใหม่
- ส่วนต่างๆ ของแต่ละกองต่างกันอย่างไร
- 3 >> กองหลัง ลงทุนทางลงอย่างเดียว (ถ้าไม่ขึ้นมามากว่า 4 ช่องจุดต่ำสุด จะไม่ซื้อกลับ)
- 0 >> ช่วงราคาที่หุ้นอยู่ระหว่างกองหลัง 3 กอง >> ไม่ทำอะไร เพราะได้ขายเอาไว้แล้ว
- 2 >> กองกลาง หุ้นส่วนที่ใช้สำหรับ Sideway ปล่อยทีละนิด(1%) ไม่สนใจอะไรทั้งนั้น
ปิดตลาดจะต้องซื้อคืน เอาไว้ลงทุนช่วง Sideway (ส่วนนี้จะลงทุน หรือไม่ก็ได้)
- 8 >> กองหน้า หุ้นส่วนนี้จะไม่ปล่อยไป >> จนกว่าจะเลยช่วง Sideway (15 ช่องจากกองหลังบนสุด)
- มีทั้งลงทุนหุ้นขึ้น หุ้นลง ลงทุนช่วง Sideway
- กองกลาง ลงทุนในช่วง Sideway
- อาจสร้างกระแสเงินสดแฝงได้น้อย แต่มีประโยชน์ในแง่ความสบายใจ
- 1% ที่ปล่อยไปเรื่อยๆ >> ให้ทำตามแผนการควบคุม
- มันจะค่อยสร้างกระแสเงินสดแฝง เป็นค่าเงินเทรดหุ้นเล็กๆ น้อยๆ
- ถ้าเทรดในช่วงกองกลางขาย 1% อาจไม่คุ้มค่า คอมมิชั่น >> อาจขายทีละ 5%- 20% >>
ในช่วง 15 ช่องจากกองหลังตัวบน >> และหาจังหวะรับกลับ
- ถ้าไม่สามารถรับกลับได้ ก็จะเสียหุ้น >> แต่ต้องยอมรับ เนื่องจากเป็นแผนที่วางไว้
- อาจแบ่งกองต่างๆ ตามสูตรความถนัดของแต่ละคน เช่น 3-0-2-5 ,3-0-3-4 ,3-0-4-3
- การบริหารพอร์ต 3-0-2-8 สามารถประยุกต์เป็น 3-3 /0-2-8
-- มองว่า 3-0-2-8 เป็นการบริหารพอร์ตทั้งพอร์ต (สมมุต 100,000 บาท คิดเป็นทั้งหมดของพอร์ต)
สามารถแบ่งได้ตามนี้
-- 3 >> 30% ของเงินเริ่มต้นที่ทำการลงทุน >> เก้บไว้เป็นเงินสำรองในพอร์ตหุ้น และเก็บเอาไว้ลงทุนหุ้นแบบ DSM Double ในที่นี้คือ 30,000 บาท >> เราได้เตรียมเงินต้นเอาไว้แล้ว >> ส่วน 70% ของพอร์ต
เอามาซื้อหุ้น และแบ่งขาย 10%
-- 3/0 >> กองหลัง >> ขายหุ้นลงเรือยๆ ทุก 2 ช่อง >> ขายไปเรื่อยๆ สามารทิ้งกองหลังได้ 3 กอง
ถ้าหุ้นลงก็ขายจนหมดมือ >> เวลาหุ้นเด้งจากจุดต่ำสุดก็รับหุ้นกลับ
-- 2 >> กองกลาง >> ลงทุนช่วง Sideway >> 20% ลงทุนช่วงนี้ 15 ช่อง
-- 8 >> กองหน้า >> ลงทุนช่องขาขึ้นเต็มตัว ขึ้นมามากกว่า 15 ช่อง จากกองหลังสุดบนสุด
- เป็นแนวคิด ที่บริหารพอร์ตอย่างหนึ่ง
- สามารถลงทุนหุ้นแบบ DSM และ DSM Double โดยใช้เงินในพอร์ตของตนเอง
- สามารถศึกษา DSM Double ในบทที่ DSM[31] - DSM Double Theory
- "กระแสเงินสดแฝง" เกิดจากการลดค่าของสินทรัพย์ หรือขายหุ้น
- ซื้อหุ้นถูกกว่าราคาที่ขายไป >> ได้กระแสเงินสดแฝง
- "กระแสเงินสดแฝงในอนาคต" การที่จะได้กระแสเงินสดแฝง ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
- ขายหุ้นในปัจจุบัน แล้วซื้อหุ้นถูกกว่าขายในอนาคต
- เป็นการบริหารพอร์ต ให้เกิดประโยชน์ จากเงินกองหลังให้มากที่สุด
EX - หุ้น A เป็นกองหลัง 3 กอง จากการขายที่ราคา 9.00 ,8.90 ,8.80 กองละ 1000 หุ้น
หุ้นขึ้นไปอยู่ที่ราคา 9.75 กลายเป็นจุด Short หุ้นจุดใหม่ รอบใหม่เพราะราคาสูงกว่า
ราคากองหลังกองแรก 15 ช่อง (9.00 >> 9.75)
- กองหลัง 3 กองที่ถูกทิ้งไว้ระวังหลัง จะทำประโยชน์ได้อย่างไร
- ทำให้เกิดการคำนวณ กระแสเงินสดแฝงในอนาคต มาใช้ ตามแผนของเรา (สมมุติรับคืนทุก 5 ช่อง)
หรือกี่ช่อง แล้วแต่แผนของเรา
การคำนวณกระแสเงินสดแฝงในอนาคต
- ขายที่ราคา 9.00 รับที่ราคา 8.75 (5 ช่อง)
- ขายที่ราคา 8.90 รับที่ราคา 8.65
- ขายที่ราคา 8.80 รับที่ราคา 8.55
- จะได้กระแสเงินสดแฝงในอนาคตทั้งหมด 0.25 x 1000 x 3 = 750 บาท (ยังไมได้หักค่าคอม)
- กองหลังเราทิ้งระวังหลังไว้
- สามารถนำเงิน 750 บาท แบ่งเป็น 50% เอามาลงทุนต่อ ,25%สำรอง ,25%ใช้จ่ายตามสัดส่วน
- เงินกองหลังที่เหลือนำมาเก็บไว้ รับซื้อหุ้นคืนเมื่อถึงจุดที่ต้องซื้อ
- สามารถกำหนดจุดซื้อคืนเป็น 10 ,20 ,40 ช่อง
- การคำนวณกระแสเงินสดแฝงนำมาใช้เพื่อ ลงทุนต่อในปัจจุบันได้เลย
- ทุกครั้งที่เรา ขายหุ้น สามารถคำนวณกระแสเงินสดแฝงในอนาคตได้เลย
- สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ทันที โดยที่ยังไม่ต้องรอรับซื้อหุ้นกลับมา
- ไม่จำเป็นต้องเป็นเฉพาะกองหลังเท่านั้น
- นักลงทุนด้วยวิธี DSM ที่เล่นหุ้นแบบโน๊ตดนตรี
- หลังจากขายกองหลังแล้ว >> สามารถนำไปซื้อหุ้นเขียวอ่อนได้
- การลงทุนแบบนี้ไม่ต้องคำนวณเงินในอนาคต
- การจะได้กระแสเงินสดในอนาคต ต้องลงทุน DSM แบบ Basic
- ติดตามการเล่นหุ้นแบบโน๊ตดนตรี ในตอนที่ DSM[30] - DSM Music Theory
DSM [27] หลักการตัววัดผล DSM ทั้ง 8 ตัว
- การลงทุนหุ้นแบบ DSM กระแสเงินสดแฝงต้องแบ่งเป็นสัดส่วนให้เกิดกระแสสูงสุด
- ตัววัดผล การลงทุนหุ้นแบบ DSM มีอะไรบ้าง
-- เงินสำรองหนี้ 25% ต้องเพิ่มขึ้นทุกเดือน
-- จำนวนหุ้นต้องเพิ่มขึ้นทุกเดือน (ทั้งปริมาณ และชนิดของหุ้น)
-- จำนวนปริมาณ กระแสเงินสดแฝง ที่ได้รับแต่ละรอบของการซื้อคืน >> ต้องมากขึ้นหรือคงที่
-- ปริมาณกองหลังจะต้องลดลงเรื่อยๆ >> เนื่องจากซื้อคืนได้
-- ปริมาณ อสังหาริมทรับย์ และทรัพย์สินอื่นๆดังที่กล่าวต้อง เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
-- หนี้สินที่ เลวต้องทยอยลดลง และหมดไป
-- แหล่งเงินทุน ต้องเพิ่มขึ้นเรือยๆ มีเงินทุนเสนอเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ
-- เงินปันผลเข้ามาทุกปี >> ปริมาณหุ้นเพิ่มขึ้น
- ถ้าเงินปันผล มีมากกว่าค่าใช้จ่ายต่อปี อาจไม่ต้องทำงานธุรกิจเช่าหุ้น
- อาจหยุดพักร้อน เดือน 2 เดือนก็ได้
- เนื่องจากสามารถทำให้คนอื่นมาทำธุรกิจ เช่าหุ้นแทนเราได้
- เราจึงได้มีเวลาไปทำอย่างอื่นที่สำคัญกว่า
ความลับของคนรวยมี 2 ประเภท
- OPT - Other People's Time (เวลาของคนอื่น)
- OPM - Other People's Money (เงินของคนอื่น)
- จะทำอย่างไร ? ถึงเราสามารถใช้กฎ 2 ข้อนี้ได้
- ในอนาคตเราสามารถเปิดบริษัท ที่สอนคนลงทุน DSM สามารถใช้ได้ทั้ง DSM และ OPM ได้
- การลงทุนต้องมีการคุมพอร์ต (มากเกิน >> ทำให้น้อยลง , น้อยเกินทำให้มากขึ้น)
- ตัววัดทุกตัว บอกผลงานไปทางเดียวกัน
- ถ้าเกิดตัวใดตัวหนึ่งผิดไป ถือว่าเกิด Error ให้รีบหาข้อแก้ไข
DSM [28] เคล็ดลับของความสำเร็จ วิธีลงทุนแบบ DSM
- แบ่งเงินเป็นข้อๆ ดังต่อไปนี้
-- เงินฟรี คืออะไร ? ถ้ายังไม่เคยได้ ให้ทำตามแผนการลงทุน แล้วสักวันจะเข้าใจ
-- "เขียวซื้อ - แดงขาย" หรือ"กอดหุ้นวิ่ง ทิ้งหุ้นแดง" ซึ่งคือ DenSri Indicator = DSI
-- หุ้น เท่ากับหุ้น >> มองว่าหุ้นที่เลือกเป็นตัวเดียวกัน >> แต่ต่างที่ระดับราคา
-- ระบบบัญชีสำคัญมาก ในการจับหุ้นซื้อขาย และยังสร้างฐานข้อมูล (Data Base)
ในระยะการลงทุน 2 ปีแรก เป็นการลงทุนที่ถือว่าหวานเมล็ดพันธุ์ หลังจากนั้นคือเก็บเมล็กพันธุ์
จะทำให้รู้ว่า"ไม่ได้สร้างรายได้จากหุ้นในปัจจุบัน แต่เป็นการสร้างรายได้จากฐานหุ้นในอดีตที่ผ่านมาก"
-- สูตร 3-0-2-8
-- ธรรมชาติของการลงทุนหุ้น>> การลงทุนแบบ DSM >> แบบโน๊ตดนตรี (DSM Music Theory)
ซึ่งมีโน๊ตเสียงสูง เสียงต่ำ (ราคาสูง ต่ำ) และหุ้นเขียวแดง
-- การปฎิบัติตามแผน อย่างมีวินัย = การลงทุน (มีจิตใจแนวแน่ มั่นคง ไม่หวั่นไหว ไม่คิดกำไรขาดทุน)
แล้วจะพบวิธีที่เหมาะสม กับคุณ "คิดได้ จดไว้ ลงมือทำ ทบทวน"
ความผิดพลาดไม่น่ากลัว ที่น่ากลัว คือความผิดพลาด และ "ไม่ยึดติดมูลค่า
แต่สนใจการเปลี่ยนแปลงของหุ้น"
DSM [29] สูตร 3 - 0 - 2 - 8 คือ ?
- เป็นวิธีคิด เปรียบเทียบกับกีฬาฟุตบอล (แบ่งเป็นกองหลัง กองกลาง กองหน้า)
3 - 0 - 2 - 8 คืออะไร
- เดิมมี 1,000 หุ้น ทิ้งกองหลังไว้ 300
- อาศัย 700 หุ้นที่เหลือ สร้าง 300 ที่ปล่อยคืนมา (รวมทั้งหมดเป็น 1300 หุ้น)
- ให้มองว่า 10,000 หุ้น ทิ้งกองหลัง 3,000 หุ้น >> ใช้ 7,000 หุ้นที่เหลือ สร้างหุ้นขึ้นมา 3,000 หุ้น
เป็น 10,000 หุ้น (รวมทั้งหมดเป็น 13,000 หุ้น) เอามาแบ่งเป็นกลองกลาง 2,000 หุ้น กองหน้า 8,000 หุ้น
วิธีนี้การจะใช้ต้อง DSMers ระดับ Master
- หรือ จากหุ้น 1,300 หุ้น แบ่งกองหลัง 300 กองกลาง 200 กองหน้า 800 หุ้น
เปรียบเหมือน กองหลัง 3,000 กองกลาง 2,000 กองหน้า 8,000 หุ้น
- สามารถแบ่งขายกองต่างๆ ได้อย่างละ 10%
- หรือ จาก 10,000 หุ้น แบ่งเป็น กองหลัง 3,000 กองกลาง 1,400 กองหน้า 5,600 หุ้น
- ถ้ามอง 100 % จะแบ่งดีงนี้ กองหลัง 30% กองกลาง 20% (14% จากเริ่มต้น)
กองหน้า 80% (56% จากเริ่มต้น)
- และก่อนทำแบบนี้ ไปเรื่อยๆทุกรอบ ที่ห่างจากกองหลัง 15 ช่องถือเป็นช่องใหม่
- ส่วนต่างๆ ของแต่ละกองต่างกันอย่างไร
- 3 >> กองหลัง ลงทุนทางลงอย่างเดียว (ถ้าไม่ขึ้นมามากว่า 4 ช่องจุดต่ำสุด จะไม่ซื้อกลับ)
- 0 >> ช่วงราคาที่หุ้นอยู่ระหว่างกองหลัง 3 กอง >> ไม่ทำอะไร เพราะได้ขายเอาไว้แล้ว
- 2 >> กองกลาง หุ้นส่วนที่ใช้สำหรับ Sideway ปล่อยทีละนิด(1%) ไม่สนใจอะไรทั้งนั้น
ปิดตลาดจะต้องซื้อคืน เอาไว้ลงทุนช่วง Sideway (ส่วนนี้จะลงทุน หรือไม่ก็ได้)
- 8 >> กองหน้า หุ้นส่วนนี้จะไม่ปล่อยไป >> จนกว่าจะเลยช่วง Sideway (15 ช่องจากกองหลังบนสุด)
- มีทั้งลงทุนหุ้นขึ้น หุ้นลง ลงทุนช่วง Sideway
- กองกลาง ลงทุนในช่วง Sideway
- อาจสร้างกระแสเงินสดแฝงได้น้อย แต่มีประโยชน์ในแง่ความสบายใจ
- 1% ที่ปล่อยไปเรื่อยๆ >> ให้ทำตามแผนการควบคุม
- มันจะค่อยสร้างกระแสเงินสดแฝง เป็นค่าเงินเทรดหุ้นเล็กๆ น้อยๆ
- ถ้าเทรดในช่วงกองกลางขาย 1% อาจไม่คุ้มค่า คอมมิชั่น >> อาจขายทีละ 5%- 20% >>
ในช่วง 15 ช่องจากกองหลังตัวบน >> และหาจังหวะรับกลับ
- ถ้าไม่สามารถรับกลับได้ ก็จะเสียหุ้น >> แต่ต้องยอมรับ เนื่องจากเป็นแผนที่วางไว้
- อาจแบ่งกองต่างๆ ตามสูตรความถนัดของแต่ละคน เช่น 3-0-2-5 ,3-0-3-4 ,3-0-4-3
- การบริหารพอร์ต 3-0-2-8 สามารถประยุกต์เป็น 3-3 /0-2-8
-- มองว่า 3-0-2-8 เป็นการบริหารพอร์ตทั้งพอร์ต (สมมุต 100,000 บาท คิดเป็นทั้งหมดของพอร์ต)
สามารถแบ่งได้ตามนี้
-- 3 >> 30% ของเงินเริ่มต้นที่ทำการลงทุน >> เก้บไว้เป็นเงินสำรองในพอร์ตหุ้น และเก็บเอาไว้ลงทุนหุ้นแบบ DSM Double ในที่นี้คือ 30,000 บาท >> เราได้เตรียมเงินต้นเอาไว้แล้ว >> ส่วน 70% ของพอร์ต
เอามาซื้อหุ้น และแบ่งขาย 10%
-- 3/0 >> กองหลัง >> ขายหุ้นลงเรือยๆ ทุก 2 ช่อง >> ขายไปเรื่อยๆ สามารทิ้งกองหลังได้ 3 กอง
ถ้าหุ้นลงก็ขายจนหมดมือ >> เวลาหุ้นเด้งจากจุดต่ำสุดก็รับหุ้นกลับ
-- 2 >> กองกลาง >> ลงทุนช่วง Sideway >> 20% ลงทุนช่วงนี้ 15 ช่อง
-- 8 >> กองหน้า >> ลงทุนช่องขาขึ้นเต็มตัว ขึ้นมามากกว่า 15 ช่อง จากกองหลังสุดบนสุด
- เป็นแนวคิด ที่บริหารพอร์ตอย่างหนึ่ง
- สามารถลงทุนหุ้นแบบ DSM และ DSM Double โดยใช้เงินในพอร์ตของตนเอง
- สามารถศึกษา DSM Double ในบทที่ DSM[31] - DSM Double Theory
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)